
ไทยช็อปแบรนด์เนมโตแซงแชมป์โลกจีน
ไทยซื้อแบรนด์เนมติดอันดับ 6 ของโลก บาทแข็งแห่ช็อปยุโรปพุ่ง 38% แซงจีน
ไทยซื้อแบรนด์เนมติดอันดับ 6 ของโลก บาทแข็งแห่ช็อปยุโรปพุ่ง 38% แซงจีน
นายชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี บริษัท เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า โกลบอล บลู บริษัทชั้นนำด้านร้านค้าปลอดภาษี เผยข้อมูลแนวโน้มการจับจ่ายสินค้าปลอดภาษีทั่วโลกในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ว่า กลุ่มผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย เป็นกลุ่มกำลังซื้อหลักของการซื้อสินค้าปลอดภาษี
ข้อมูลของโกลบอล บลู ระบุว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุด เนื่องจากการซื้อสินค้าปลอดภาษีไตรมาสแรกเพิ่มกว่า 38% โตเป็นอันดับ 1 ของโลกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 และสูงกว่าประเทศกำลังซื้อสูงอย่างประเทศจีนที่โตเพียง 20%
จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีการจับจ่ายสินค้าปลอดภาษีอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก ขณะที่ 5 อันดับแรกเป็น จีน รัสเซีย อินโดนีเซีย อเมริกา และมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแชมป์เก่าอย่างประเทศจีนจะมีการจับจ่ายขยายตัวเพียง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 แต่ในภาพรวมนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังคงมีอัตราการจับจ่ายเป็นอันดับ 1 และยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเทรนด์การช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยวไทย เริ่มขยายจากซื้อสินค้าปลอดภาษีไปเป็นสินค้าหรูหราในยุโรปเพิ่มขึ้น เพราะเงินบาทแข็งค่าและคนไทยมีกำลังซื้อดีขึ้นจึงอยากที่จะออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ โดยประเทศที่ให้ความสนใจมากที่สุด คือ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
“นักช้อปชาวไทยนับเป็นกลุ่มสำคัญที่มีกำลังซื้อสูง แต่เหตุผลหลักที่ทำให้คนกลุ่มนี้นิยมเดินทางไปช้อปปิ้งที่ต่างประเทศ คือ อัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าทำให้ราคาสินค้าถูกกว่าในประเทศไทยมาก พร้อมอภิสิทธิ์ในการขอคืนภาษี หากประเทศไทยสามารถลดภาษีนำเข้าได้จะถือเป็นโอกาสในการสร้างจุดขายที่ชัดเจน และสามารถดึงดูดความสนใจให้นักช้อปไทยมีการจับจ่ายภายในประเทศมากขึ้น”นายชาติกล่าว
แนวทางการทำตลาดของโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี บริษัทยังคงเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักไปที่กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียระดับเอบวก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและเป็นประเทศที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าดังกล่าวยังเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง มีความกระตือรือร้น มีความเป็นเอกเทศทางความคิด และเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ที่มีอายุระหว่าง 20 – 40 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าระดับเอ ขณะที่กลุ่มลูกค้าอายุระหว่าง 25 – 44 ปี หรือกลุ่มเจนเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็น ลูกหลานรุ่นใหม่ของครอบครัวที่ทรงอิทธิพลทางการเงินบริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาเจากลุ่มเป้าหมายดังกล่าว
พร้อมกันนี้ จากการที่







