
ปั่นศก.จ่ายหนี้
ธปท.ระบุกู้2ล้านล.จีดีพีต้องโตเกิน5%ลงทุนไม่คุ้มค่าเพิ่มหนี้สาธารณะนักลงทุนไม่เชื่อมั่นแบกดอกเบี้ยอาน
ธปท.ระบุกู้2ล้านล.จีดีพีต้องโตเกิน5%ลงทุนไม่คุ้มค่าเพิ่มหนี้สาธารณะนักลงทุนไม่เชื่อมั่นแบกดอกเบี้ยอาน
ธปท.ห่วงกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ทำหนี้สาธารณะพุ่ง ระบุเศรษฐกิจต้องโตเกินปีละ 5%
เมื่อวานนี้ นายประสารไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ต่อผลกระทบที่จะเกิดต่อเศรษฐกิจ
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทำให้ ธปท. ต้องระมัดระวังการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หากรัฐบาลจะลงทุนโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถ้าเป็นโครงการที่มีคุณภาพจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่หากไม่สามารถควบคุมความคุ้มค่า จะส่งผลเสีย และอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
นายประสาร อธิบายว่า ธปท.จะต้องดูแลปริมาณเงินให้เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) การที่จะควบคุมหนี้สาธารณะไม่ให้ขยายตัวเกินกรอบการคลัง คลังได้ประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจจะต้องขยายตัวอย่างต่อเนื่องปีละ 5% แต่ในความเป็นจริงจะต้องบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย หากเงินเฟ้อเพิ่ม 3% เศรษฐกิจจะต้องขยายตัว 8% จึงจะมีปริมาณเงินที่สมดุล
“การช่วยให้ดอกเบี้ยพันธบัตรไม่เพิ่ม ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.27%จะช่วยลดต้นทุนรัฐบาลได้มากแต่ในความเป็นจริงดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากมีความเชื่อมั่น ดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 48 ปี ก็อาจจะอยู่ที่ระดับ 4.27% ได้ แต่ถ้าเทียบการเติบโตเศรษฐกิจที่ระดับ 5% และบวกเงินเฟ้อที่ระดับ 3%ก็มีโอกาสน้อยที่ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับนี้ เช่นเดียวกันกับการที่เศรษฐกิจดีค่าเงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้น” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ซึ่งถ้านักลงทุนเชื่อมั่น เศราบกิจมีวินัย ดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 48 ปี ก็อาจจะอยู่ที่ระดับ 4.27% ได้ แต่ดอกาสก็เป็นไปได้น้อย แต่ดอกเบี้ยระดับนี้ถือว่าต่ำ ถ้าเทียบการเติบโตที่ระดับ 5% และบวกเงินเฟ้อที่ระดับ 3% เพราะเศรษฐกิจมีโอกาสเจิบโตได้ในระยะยต่อไป เช่นเดียวกันการที่เศรษฐกิจดีค่าเงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้น
นายประสาร กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ ธปท.ทำได้ คือ รักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้มีความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้การคาดการณ์ดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อในอนาคตเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
ด้านนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ กรรมาธิการ ระบุว่า งบค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป







