
ธนาคารอิสลามยังไม่พ้นปากเหว
ในที่สุดแผนเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาทของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ก็ผ่านการความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในที่สุดแผนเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาทของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ก็ผ่านการความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง แค่รอให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จรดปากกาเซ็นลงนามให้ก็เท่ากับว่าเป็นใบเสร็จเบิกเงินเพิ่มทุนในปลายปีนี้ได้ทันที
เบื้องต้นเงินเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาท จะมาจากกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 49% ประมาณ 3,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินในฐานะผู้ถือหุ้น 39% ประมาณ 2,000 ล้านบาท และจากธนาคารกรุงไทยในฐานะผู้ถือหุ้น 9% อีกประมาณ 500 ล้านบาท
ส่งผลให้ภาพรวมปีนี้ไอแบงก์จะได้เงินเพิ่มทุนไม่น้อยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเงินเพิ่มทุนก้อนแรกทางกระทรวงการคลังเห็นชอบแล้วตั้งแต่สมัยที่ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ เป็นกรรมการผู้จัดการ มีวงเงินประมาณ 920 ล้านบาท แยกเป็นเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 445 ล้านบาท และที่เหลือเป็นเงินเพิ่มทุนจากธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย
หลังจากที่เคลียร์เรื่องเพิ่มทุนเสร็จ ไอแบงก์เตรียมเดินหน้าออกพันธบัตรซูกุกอีก 5,000 ล้านบาท คาดปิดกองได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเงินดังกล่าวจะนำมาเติมกองทุนขั้นที่ 2 และคาดว่าเงินเพิ่มทุนก๊อกที่ 2 อีก 6,000 ล้านบาท จะเข้ามาในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้ฐานะเงินกองทุนของไอแบงก์เข้มแข็งอีกครั้ง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขยับมาอยู่ที่ 9% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จากปัจจุบันบีไอเอสอยู่ที่ระดับเพียง 4.5%
ด้านหนี้เสียที่มีอยู่กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 30% ของยอดสินเชื่อรวม ซึ่ง ธานินท์ อังสุวรังษี กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ ชี้แจงว่า ภายในปีนี้จะเดินหน้าเจรจาลูกหนี้ทั้ง 2.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าน่าจะรู้ผลได้ครึ่งหนึ่ง โดยภายในปีนี้จะสามารถดึงลูกหนี้มาเซ็นปรับโครงสร้างหนี้รวมชำระหนี้เก่าที่สามารถแก้ให้เป็นลูกหนี้ปกติได้ 6,000 ล้านบาท ตามเป้าที่แจ้งไว้ในแผนฟื้นฟู
สำหรับวิธีการแก้หนี้เน่าเบื้องต้นได้ข้อสรุป 2 แนวทาง คือ การแก้หนี้เองในรายที่คุยกันรู้เรื่อง แต่รายไหนที่เจรจาไม่รู้เรื่องทางกระทรวงการคลังเปิดไฟเขียวให้ขายหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. รับไปบริหารได้จากที่มีการปิดห้องเจรจากันระหว่างกระทรวงการคลัง ไอแบงก์ และ บสส. เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ได้ข้อสรุปว่า ไอแบงก์สนใจขายหนี้ให้ บสส. ซึ่ง บสส.ขอรับซื้อหนี้ไปบริหารกองหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้าไอแบงก์จะเอาพอร์ตหนี้เน่าไปเปิดให้ บสส. เลือกดู
ส่งผลให้สถานการณ์ไอแบงก์เวลานี้ถือว่าผ่านเส้นยาแดงผ่าแปดมาแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เจอข่าวหนักมาแล้วว่าอาจถูกปิดกิจการ จนลูกหนี้เงินฝากและสินเชื่อ เผ่นกระเจิดกระเจิงหนีไปใช้บริการแบงก์อื่นกันหมด
ส่วนแผน 2 หลังผ่านวิกฤตเพิ่มทุนไปแล้ว ธานินท์ เปิดเผยว่า ในปี 2557-2558 ไอแบงก์เตรียมความพร้อมหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ ซึ่งในขณะนี้มีนักลงทุนหลายกลุ่มจากตะวันออกกลาง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เข้ามาติดต่อผ่านกระทรวงการคลัง เพื่อขอถือหุ้นในธนาคารอิสลาม เนื่องจากยังเห็นช่องทางในการขยายธุรกิจไปยังประเทศสมาชิกอิสลามได้อีกมาก รวมทั้งยังมีสหกรณ์มุสลิมอีก 23 แห่ง ที่พร้อมเข้ามาถือหุ้นเพิ่มในไอแบงก์ เบื้องต้นสนใจขายหุ้น 20% ให้กับผู้ร่วมทุนใหม่ที่มีศักยภาพ
แม้ข่าวอนุมัติแผนฟื้นฟูรวมถึงเงินเพิ่มทุนจะทยอยออกมา แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดเรื่องเงินไหลออกได้ ล่าสุด รัฐวิสาหกิจยังถอนเงินฝากออกจากไอแบงก์ไม่ขาดสาย หลายแห่งหนีไปฝากกับเอสเอ็มอีแบงก์แทน ซึ่งยังไม่นับรวมการถอนไปฝากกับธนาคารแห่งอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้ยอดเงินฝากปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
ขณะที่ลูกหนี้สินเชื่อยังโวยเรื่องแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้ เพราะผู้บริหารใหม่เปลี่ยนนโยบายไม่ปล่อยกู้รายใหญ่และหันไปปล่อยกู้รายย่อยแทน ประกอบกับเจ้าหน้าที่กลัวสอบทุจริตจึงไม่กล้าเร่งปล่อยกู้ ทำให้มีลูกหนี้เอสเอ็มอีทั้งรายเล็ก รายใหญ่หลายรายวิ่งแจ้นไปซบอกแบงก์อื่น
ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนคราวละหลายพันล้านบาท ควรต้องติวเข้มไอแบงก์ให้เร่งฟื้นกิจการด้วยการเร่งแก้หนี้เสียที่มีกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทโดยเร็ว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากลูกค้าประชาชนให้กลับคืนมา
เพราะสถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ถือว่า ขั้นรุนแรง สะท้อนจากสาขาหลายแห่งของไอแบงก์ ขนาดได้ทำเลดีตั้งอยู่ในห้างดังยังแทบจะร้าง ไม่มีคนเข้าไปใช้บริการ จนหลายสาขากำลังเจรจาให้ธนาคารออมสินเข้ามารับช่วงเช่าพื้นที่ไป
แนวทางแก้หนี้เสียที่ดีที่สุดคือ แบงก์ต้องแก้หนี้เอง โดยการเข้าไปดูความเสียหายของลูกค้า เพื่อหาทางแก้ที่เหมาะสม บางรายอาจต้องยืดหนี้ให้บางรายอาจต้องลดดอกเบี้ยให้ เพราะลูกหนี้ไอแบงก์เป็นลูกหนี้ใหม่ ส่วนใหญ่ยังทำธุรกิจอยู่ การแก้หนี้มีโอกาสสำเร็จสูง และทำได้ง่ายกว่าเอสเอ็มอีแบงก์ ที่เป็นลูกหนี้เก่าหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้
ส่วนการแก้หนี้โดยการขายหนี้ให้ บสส.อาจไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจอย่างที่คิด กระทรวงการคลังและไอแบงก์อาจมีความผิด เพราะทำผิด พ.ร.บ.ธนาคาร เนื่องจากทำขัดต่อหลักศาสนา เพราะการที่ลูกหนี้เข้ามาใช้บริการธนาคารอิสลาม เพราะต้องการเลี่ยงเรื่องดอกเบี้ย การเอาหนี้ไปขายให้ บสส. จะทำให้ลูกหนี้กลับไปผูกพันกับเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งขัดต่อหลักศาสนาได้
นอกจากนี้ ไอแบงก์ยังต้องเร่งเรื่องสินเชื่อ ปรับนโยบายเพื่อความสมดุลคือ ให้ดูแลลูกหนี้รายเก่าและปล่อยลูกหนี้รายใหม่ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงการปล่อยกู้ให้รายย่อยตามนโยบายของกระทรวงการคลังเท่านั้น เพราะถ้าไม่เร่งยอดสินเชื่อด้วยการปล่อยกู้ทั้งรายกลางและรายย่อย สุดท้ายการเติบโตของสินเชื่อจะตามไม่ทันการขยายตัวของหนี้เน่าของไอแบงก์ ที่นอกจากจะมีหนี้เสียกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังมีส่วนของลูกหนี้ดีที่อาจตกชั้นมาเป็นหนี้เน่าตามข้อสังเกตของแบงก์ชาติได้อีกคิดเป็นมูลหนี้เกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งการเดินหน้าเร่งแก้หนี้เสียประกอบกับการเร่งปล่อยกู้จะส่งให้ความเชื่อมั่นกลับมา เพื่อเรียกให้ประชาชนรายย่อยและรัฐวิสาหกิจกลับมาฝากเงิน
หากในช่วงระหว่างเดินหน้าแผนฟื้นฟูครั้งนี้ “ไอแบงก์” ไม่สามารถทำธุรกิจแบงก์ได้ตามปกติคือ ยังแก้หนี้ไม่สำเร็จ ปล่อยกู้กระจุกแค่รายย่อย และไม่สามารถระดมเงินฝากมาปล่อยกู้ได้เท่ากับไอแบงก์ สอบไม่ผ่านแผนฟื้นฟู ผลที่ตามมาจะร้ายแรงกว่า เพราะเมื่อใดที่ลูกค้าสินเชื่อและเงินฝากขาดความเชื่อมั่น เมื่อนั้นย่อมสะเทือนถึงความมั่นคงของไอแบงก์ในอนาคตและธนาคารของรัฐแห่งอื่นๆ ด้วย







