
แร่ใยหิน
มีคนในวงการก่อสร้างเล่าให้ฟังเรื่องกฎหมายที่ยังล้าหลังของไทย และความมักได้ของกลุ่มผู้ผลิตและผู้ค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ที่ทำให้ยังมีการใช้แอสเบสตอส หรือแร่ใยหิน เป็นส่วนผสมของวัสดุก่อสร้างอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
มีคนในวงการก่อสร้างเล่าให้ฟังเรื่องกฎหมายที่ยังล้าหลังของไทย และความมักได้ของกลุ่มผู้ผลิตและผู้ค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ที่ทำให้ยังมีการใช้แอสเบสตอส หรือแร่ใยหิน เป็นส่วนผสมของวัสดุก่อสร้างอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
ผมฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า สารชนิดนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วจำกัดและยกเลิกการใช้มานานมากแล้ว จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะยังใช้กันแพร่หลายในประเทศไทย
ผมไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใครในการโจมตีผู้อื่น จึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และก็ต้องพบกับความประหลาดใจที่สิ่งที่ได้ยินเป็นความจริงเกือบทั้งหมด
ก่อนอื่นต้องขอเล่าว่า แร่ใยหินเป็นสารที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ทนไฟ ทนกรด ทนด่าง ไม่นำความร้อน ไม่นำไฟฟ้า แข็ง เหนียว ยืดหยุ่น นำมาปั่นเป็นเส้นและเป็นผืนได้ จึงถูกนำมาใช้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ท่อน้ำ ฉนวนกันความร้อน และชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น เบรกหรือคลัตช์ เป็นต้น
มนุษย์รู้จักใช้แอสเบสตอสมาหลายพันปีแล้ว แต่เริ่มมีการทำเหมืองและใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ต่อมามีการสังเกตว่า คนทำงานเหมืองและคนในชุมชนใกล้เหมืองมีอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคปอดสูงมาก จึงเริ่มทราบกันว่า เส้นใยที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และถูกสูดเข้าไปในปอด เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพดังกล่าว
การจำกัดและควบคุมการใช้แอสเบสตอสเริ่มมาหลายสิบปีแล้ว และต่อมาประเทศต่างๆ ก็ทยอยออกกฎหมายห้ามใช้โดยเด็ดขาด
ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศได้แบนการใช้แอสเบสตอสอย่างถาวร มีเพียงสหรัฐที่ยังไม่ได้แบนโดยเด็ดขาด แต่ก็มีกฎหมายควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด
ประเทศแคนาดาเคยมีเหมืองแอสเบสตอสใหญ่ที่สุดในโลก และเคยเป็นหนึ่งในประเทศส่งออกรายใหญ่ แต่ปัจจุบันได้ปิดเหมืองแอสเบสตอสลงทั้งหมด และยุติการส่งออก
ประเทศไทยดูผิวเผินก็มีการจำกัดการใช้แอสเบสตอส คือ ห้ามนำเข้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นชนิดเดียว แต่เป็นชนิดที่มีอัตราการใช้สูงมาก
เราไม่มีการทำเหมืองแอสเบสตอสในประเทศ แต่กลับเป็นประเทศที่มีอัตราการนำเข้าและอัตราการใช้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือ เฉลี่ยปีละกว่าแสนตัน และประมาณ 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
ความล้าหลังของกฎหมายไทยในส่วนที่เกี่ยวกับแอสเบสตอสมีหลายประการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
หนึ่ง เข้าใจว่าการนำเข้ายังได้รับการยกเว้นภาษี ในขณะที่สารทดแทนอื่นๆ ที่มีอันตรายน้อยกว่ากลับต้องเสียภาษี
สอง กฎหมายที่ใช้ควบคุมปริมาณแอสเบสตอสในอากาศในสถานที่ทำงานยังหย่อนยานกว่าประเทศอื่นมาก คือ ยังอยู่ที่ 5 เส้นใยต่อลูกบาศก์เซ็นติเมตร ในขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.1 หรือต่างกันถึง 50 เท่า
สาม เราไม่มีการควบคุมการก่อสร้าง การบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีส่วนผสมของแอสเบสตอส
ปัจจุบันเรายังมีสินค้าหลายพันรายการที่มีส่วนผสมของแอสเบสตอสวางขาย โดยไม่มีคำบอกเรื่องวิธีใช้งาน และไม่มีคำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อสุขภาพ
เส้นใยแอสเบสตอสที่ฟุ้งกระจายในอากาศ เมื่อถูกสูดดมเข้าไปในร่างกาย จะฝังตัวอยู่ในปอด เยื่อหุ้มปอด หรือเยื่อในช่องท้อง โดยร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ และจะอยู่กับเราไปจนตาย โดยในระหว่างที่อยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการอักเสบ เป็นพังผืด และอาจเป็นมะเร็งในที่สุด
อาการทั่วไปมีทั้งเหนื่อยง่าย ไอเรื้อรัง อ่อนเพลีย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก และตัวเขียวเพราะขาดออกซิเจน
ความเสี่ยงที่เกิดจากแอสเบสตอสไม่ได้มีเฉพาะตอนผลิตหรือก่อสร้าง แต่ในทุกขั้นตอนที่มีการกระทบกระเทือน เช่น ในการใช้งานปกติ คนขับรถยนต์เหยียบเบรกหรือคลัตช์ ก็จะเกิดการเสียดสีและฟุ้งกระจายออกมาจำนวนหนึ่ง หรือในการทำความสะอาดขัดถูเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีส่วนผสมของแอสเบสตอส ตลอดจนการซ่อมแซมและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทยเกือบทุกคน
แม้แต่ในประเทศที่แบนการใช้แอสเบสตอส ก็ยังมีอันตรายจากของเก่าที่ยังรื้อถอนหรือกำจัดไม่หมด
ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ 11 ก.ย. ที่อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กถูกเครื่องบินชนถล่ม ในครั้งนั้นกล่าวกันว่าอาจมีแอสเบสตอสฟุ้งกระจายในอากาศถึง 1,000 ตัน จากการที่ในระหว่างการก่อสร้างหลายสิบชั้นแรก กฎหมายสหรัฐยังอนุญาตให้ใช้แอสเบสตอสเป็นส่วนผสมในวัสดุก่อสร้าง
หลังจากเกิดเหตุการณ์ตึกถล่มไม่นาน กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็มีสถิติป่วยและตายด้วยโรคปอดสูงขึ้น ในขณะที่ประชาชนอีกนับล้านคนในละแวกนั้น ซึ่งอาจสูดดมเข้าไปน้อยกว่า และมีระยะเวลาฟักตัวของโรคร้ายนานกว่า ก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอีกเป็นจำนวนมากในอนาคต
สถิติขององค์การอนามัยโลกบอกว่า มีคนตายจากโรคที่มีสาเหตุมาจากแอสเบสตอสปีละประมาณ 9 หมื่นคน แต่ผมเชื่อว่า หากมีการเก็บสถิติโดยละเอียดในทุกประเทศ ตัวเลขจริงคงจะสูงกว่านี้มาก เพราะอังกฤษประเทศเดียวก็ตายประมาณปีละ 4,000 คน ส่วนสหรัฐปีละประมาณ 1 หมื่นคน
สำหรับบ้านเรา แทบจะไม่มีการเก็บสถิติประเภทนี้ไว้เลย นานๆ ครั้งจะมีการรายงานเรื่องคนงานสูดดมเข้าไปมากจนปอดเป็นจุดหรือเป็นมะเร็งปอดตาย
จำนวนคนป่วยและคนตายที่แท้จริงในบ้านเราน่าจะสูงกว่าอังกฤษมาก เพราะความเสี่ยงในชีวิตประจำวันมีมากกว่า
ผมอยากให้รัฐบาลเลิกเห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจเพียงบางกลุ่ม และแสดงความกล้าหาญในการสั่งห้ามการนำเข้าและการใช้แอสเบสตอสในประเทศอย่างถาวร
อย่าเอาอนาคตของคนไทยและลูกหลานไทยไปแลก เพราะประเทศของเราไม่ได้อับจนถึงขั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา หรืออยู่ไม่ได้ หากไม่ได้ใช้แอสเบสตอส







