
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาที่ว่าด้วยพันธุ์พืช
เรื่องของพันธุ์พืชอาจเป็นเรื่องหนึ่งที่จัดอยู่ในทรัพย์สินทางปัญญา แต่ผู้เขียนไม่เคยเขียนถึง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีความเชี่ยวชาญนัก แม้จะศึกษาติดตามอยู่เป็นระยะๆ ก็ตาม แต่ก็คิดว่าปล่อยให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าเขียนถึงดีกว่า
เรื่องของพันธุ์พืชอาจเป็นเรื่องหนึ่งที่จัดอยู่ในทรัพย์สินทางปัญญา แต่ผู้เขียนไม่เคยเขียนถึง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีความเชี่ยวชาญนัก แม้จะศึกษาติดตามอยู่เป็นระยะๆ ก็ตาม แต่ก็คิดว่าปล่อยให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าเขียนถึงดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้คิดว่าจะเขียนแตะไว้บ้างเพื่อให้ครบถ้วน เนื่องจากว่าเมื่อเขียนเรื่องการเจรจาเปิดเสรีการค้าไทยอียู (EU : European Union) หรือการเจรจาเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะเริ่มยกแรกในปลายเดือน เม.ย.ศกนี้นั้น ได้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ ถึง 17 เรื่อง ตามที่ได้เสนอกรอบต่อคณะรัฐมนตรีและสภาไว้ ซึ่งมีตั้งแต่การเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การอำนวยความสะดวกทางการค้า การแข่งขัน ไปจนถึงการจัดซื้อโดยรัฐ ความโปร่งใส และเรื่องอื่นๆ ซึ่งถือเป็น New Generation FTA ฯลฯ
รายละเอียดที่จะนำมาเจรจาหรือที่อียูจะเสนอมานั้น แน่นอนว่ายังไม่เห็นกันทั่วไป แต่ก็พอจะคาดคะเนได้จากข้อเสนอที่สหภาพยุโรป หรืออียู หยิบยื่นให้กับอาเซียน เมื่อครั้งที่มีการเจรจาเป็นลักษณะกลุ่มต่อกลุ่ม คือกลุ่มอียูกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งในเรื่องอื่นๆ ผู้เขียนคงไม่พูดถึง เนื่องจากได้เขียนไปบ้างแล้วในฉบับที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตร ในครั้งนี้จึงจะเขียนถึงเฉพาะเรื่องของพันธุ์พืชใหม่ที่ปรากฏอยู่ในข้อเสนอของอียูต่ออาเซียนด้วย ข้อเสนอนั้นระบุให้คู่สัญญาให้ความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV : The International Convention for the Protections of New Varieties of Plants) โดยเป็นอนุสัญญาฉบับที่มีการทบทวนแก้ไขเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2534 หรือ ค.ศ. 1991 รวมทั้งให้มีการเลือกในการกำหนดข้อยกเว้นสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ตามที่ได้อ้างถึงในมาตรา 15 (2) ของอนุสัญญาดังกล่าว
ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่นั้นก็มีที่เรียกสั้นๆ ว่า UPOV ดังกล่าวข้างต้น และ UPOV ก็มีกันตั้งแต่ฉบับแรก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 ที่มีสมาชิกเป็นประเทศในยุโรปเพียง 5 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ และมีแก้ไขต่อๆ มาในปี ค.ศ. 1972, 1978 และ 1991 ซึ่งการแก้ไขปี ค.ศ. 1991 นี้เองที่อนุสัญญาประหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ขยายขอบเขตไปถึง Biotechnology ด้วย ทั้งนี้เรื่องของการเพาะพันธุ์พืชใหม่ หรือ Plant Breeding นั้นถือเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลง Gene ของพืชเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ (จากวิกิพีเดีย : Wikipedia) และถือว่าผลงานดังกล่าวควรได้รับความคุ้มครอง
คราวนี้ลองมาดูประเทศไทยบ้าง ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งแบ่งพันธุ์พืชเป็นพันธุ์ใหม่กับพันธุ์พืชเก่า
ในส่วนของพันธุ์พืชเก่า พระราชบัญญัติฉบับนี้แบ่งออกเป็น
พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ซึ่งรับจดทะเบียน
พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ซึ่งไม่ต้องจดทะเบียน
สำหรับพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นนั้น หมายถึงพันธุ์พืชที่มีอยู่เฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งภายในประเทศเท่านั้น และไม่เคยจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ โดยเมื่อจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นแล้วสิทธิจะตกเป็นของชุมชน ณ ถิ่นนั้น ชุมชนมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาค้นคว้า ทดลองวิจัย ผลิต ส่งออกนอกประเทศ หรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่ได้รับการจดทะเบียนนั้น
ส่วนพันธุ์พืชทั่วไปกับพันธุ์พืชป่า แม้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ก็มีคำจำกัดความและมีระเบียบปฏิบัติ กล่าวคือ
พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปคือ พันธุ์พืชที่กำเนิดภายในประเทศ หรือมีอยู่ในประเทศ ซึ่งได้มีการใช้อย่างแพร่หลาย และให้หมายความรวมถึงพันธุ์พืชที่ไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น หรือพันธุ์พืชป่า
พันธุ์พืชป่า ได้แก่ พันธุ์พืชที่มีหรือเคยมีอยู่ในประเทศตามสภาพธรรมชาติและยังไม่ได้นำมาใช้เพาะปลูกอย่างแพร่หลาย
คำจำกัดความข้างต้นนี้ นำมาจากพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังได้กำหนดระเบียบปฏิบัติและกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วยว่า ผู้ใดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่า หรือส่วนใดของพันธุ์พืชดังกล่าวเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัย เพื่อประโยชน์ทางการค้า จะต้อง
1.ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
2.ทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เขียนมาถึงตรงนี้ ยังไม่ได้เข้าถึงเรื่องพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอของอียูก็หมดหน้ากระดาษเสียแล้ว คงต้องขอไปต่อในฉบับหน้า







