
ไทยรวยปิโตรเลียมแค่ไหน?
กระแสทวงคืน ปตท.ยังคงแรงจัด ใครไม่เชื่อไม่ทวงด้วยจะถูกประณามว่าเลวหรือไม่ก็โง่ ความเชื่อนี้ตั้งอยู่บนความจริงใจที่จะต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนความไม่เข้าใจและข้อมูลที่สับสนหรือถูกบิดเบือน
กระแสทวงคืน ปตท.ยังคงแรงจัด ใครไม่เชื่อไม่ทวงด้วยจะถูกประณามว่าเลวหรือไม่ก็โง่ ความเชื่อนี้ตั้งอยู่บนความจริงใจที่จะต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนความไม่เข้าใจและข้อมูลที่สับสนหรือถูกบิดเบือน
แม้ดิฉันไม่ได้เชื่อในการทวงคืน แต่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และเห็นว่ามีหลายอย่างที่ควรเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ ปตท.ด้วย
วันนี้จะพยายามไขปัญหาปริมาณการผลิต “น้ำมัน” ในประเทศไทย แต่ด้วยพื้นที่จำกัดคงทำได้ระดับหนึ่ง ดิฉันได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องผลตอบแทนสัมปทานปิโตรเลียม ราคาน้ำมัน และการอุดหนุนราคา LPG ไปก่อนนี้แล้ว
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าปิโตรเลียมจากใต้พิภพ “ต้นน้ำ” ที่เป็นน้ำมันดิบ (Crude Oil) กับที่เป็นก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ซึ่งเราคุ้นเคยนั้นมีหน่วยวัดปริมาณที่ต่างกัน น้ำมันดิบเป็น “บาร์เรล” ตามปริมาตร ก๊าซฯ เป็น “ล้านลูกบาศก์ฟุต” ตามปริมาตร หรือเป็น “ล้านบีทียู” ตามค่าความร้อน นอกจากนี้ใต้พิภพยังมีของเหลวที่เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งหน่วยวัดเป็นบาร์เรล เพราะเป็นของเหลวในอุณหภูมิของบรรยากาศปกติ แหล่งปิโตรเลียมต่างๆ มักจะมีทั้งสามอย่างปนกันอยู่ แต่ในอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ
เวลาพูดถึงยอดรวมการผลิตจึงต้องรวมกันด้วยหน่วยค่าความร้อน “เทียบเท่าน้ำมันดิบ” หรือ boe (Barrel of crude Oil Equivalent) 1 boe ของก๊าซธรรมชาติคือ ปริมาณที่ให้ค่าความร้อนเท่ากับ 1 บาร์เรลของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ 5,588 ลบ.ฟุต เทียบเท่าน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล การผลิตทุกชนิดมักรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อวัน หรือ b/d
ประเด็นโต้แย้งอันหนึ่งในโลกออนไลน์คือ ที่กระทรวงพลังงานลงโฆษณาว่าประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 85% เพราะการใช้สูงกว่าที่ผลิตได้เอง ซึ่งมีเพียง 15% ฝ่ายทวงคืนอ้างถึงรายงานประจำปี 2012 ของบริษัท เชฟรอน “ระบุชัด” ว่าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทขุดสูบได้ 243,000 b/d ซึ่งเป็นเกือบ 30% ของปริมาณนำเข้า แล้วถ้ารวมบริษัทอื่นๆ ผลิตด้วยจะมีมากแค่ไหน?
ข้อเท็จจริงคือ บริษัท เชฟรอน รายงานผลรวมของปิโตรเลียมทั้งสามชนิด คือ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว และน้ำมันดิบ เป็นหน่วยเทียบเท่าน้ำมันดิบ จะหยิบทั้งก้อนมาอ้างว่าเป็นน้ำมันดิบไม่ได้ โดยเฉพาะในอ่าวไทยน้ำมันดิบมีการผลิตเป็นส่วนน้อยมากอยู่แล้ว
ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่จะถูกส่งทางท่อไปเข้าโรงแยกก๊าซ ซึ่งแยกก๊าซธรรมชาติออกมาเป็นก๊าซประเภทต่างๆ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน และอื่นๆ รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า Natural Gasoline (NGL) หรือแก๊สโซลีนธรรมชาติ ฉะนั้นเวลารวมการผลิตน้ำมันจากใต้พิภพจึงต้องไม่รวม NGL เพราะจะเป็นการนับซ้ำ อย่างในกรณีที่ฝ่ายทวงคืนกล่าวหากระทรวงพลังงานว่าไม่ได้รวม NGL ในตัวเลขการผลิตปิโตรเลียม
อีกประเด็นโต้แย้งเกิดจากการนำข้อมูลคนละนิยามมาเปรียบเทียบกัน แล้วประณามว่าฝ่ายรัฐโกหก ฝ่ายทวงคืนอ้างข้อมูลการผลิต “น้ำมัน” ตามรายงานของ US Energy Information Administration (EIA) กระทรวงพลังงานประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าไทย “ขุดสูบ” ได้ 40% ซึ่งต่างจาก 15% ข้างต้นมาก
หากไปดูรายงาน Short Term Energy Outlook, January 2013 ที่มีการกล่าวอ้างจะพบว่า EIA ระบุว่าในปี 2554 ประเทศไทยผลิตน้ำมันได้ 393,000 b/d โดยเป็นน้ำมันดิบ 140,000 b/d และคอนเดนเสท 84,000 b/d และหากดูนิยามของ EIA ในเว็บไซต์ของ EIA แล้วจะพบว่าการผลิตน้ำมันนั้น รวมถึงของเหลวจากโรงแยกก๊าซฯ และอื่นๆ ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ LPG นั่นเอง เมื่อเทียบกับข้อมูลในรายงานพลังงานของประเทศไทยของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปี 2554 จะพบว่ามีความสอดคล้องกัน คือการผลิตน้ำมันดิบเท่ากับ 137,417 b/d และคอนเดนเสท 92,082 b/d ในขณะที่การผลิต NGL และ LPG จากโรงแยกก๊าซฯ เท่ากับ 16,955 b/d และ 137,986 b/d ตามลำดับ และเมื่อรวมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอีก 19,557 b/d แล้ว จะได้การผลิตน้ำมัน 403,998 b/d
ฉะนั้น หากถือตามนิยาม “น้ำมัน” ดังกล่าว ตัวเลขการผลิตในประเทศจะเป็น 37.8% ของการใช้ทั้งหมด และหากดูเฉพาะน้ำมันดิบที่ผลิตจากใต้พิภพ เทียบการผลิตกับการใช้น้ำมันดิบของโรงกลั่นในตารางเดียวกัน ก็จะได้ 15.3% สรุปว่าถูกทั้งคู่ สิ่งที่ฝ่ายทวงคืนนำเสนอจึงเสมือนนำแพะมาเปรียบเทียบกับแกะ แล้วประณามว่าแพะไม่เหมือนแกะ ต้องมีการทุจริตแน่นอน
ความจริงอาจจะมีการทุจริตหรือการใช้เงินที่ไม่เหมาะสม แต่ตราบใดที่พิสูจน์กันไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ปรับธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลให้โปร่งใสและลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน ปรับโครงสร้างธุรกิจ เช่น แบ่งขายโรงกลั่น แยกระบบท่อก๊าซออกมา แก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ให้เลิกยกเว้นรัฐวิสาหกิจ ทำ ปตท.ให้โปร่งใส ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมเท่าที่ทำได้ เพื่อสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
การทวงคืน ปตท.ทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และทำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน อย่างน้อยควรพิจารณาว่า หากเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% จะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือจะเปิดทางให้เกิดการทุจริตรั่วไหลในองค์กรน้อยลงหรือว่ามากขึ้น?







