
ศก.ลดฮวบ1%
ท่องเที่ยวตายสนิทหายแสนล้านการบริโภควูบ
โพสต์ทูเดย์
— เศรษฐกิจไทยโดนม็อบแดงกระชากร่วงทุกตัว ท่องเที่ยวการบริโภคส่งออก ทรุดทันที 0.51%นายธนิต โสรัตน์ รักษาการรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงได้ทำลายบรรยากาศการลงทุน และส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวและธุรกิจบริการอย่างหนัก
ทั้งนี้ จากการหารือกับภาคธุรกิจเพื่อประเมินผลกระทบพบว่า ธุรกิจท่องเที่ยว บริการ ร้านอาหาร โรงแรม และห้างสรรพสินค้า สูญเสียรายได้กว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ อาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยลดลงถึง 1% จากที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายตัว 4.5%
นายปิยะ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะหายไป 0.51% จากความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากคิดจากจีดีพีที่ 9 ล้านล้านบาท ก็จะหายไป 4.59 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะกระทบการท่องเที่ยวหนักที่สุด คาดว่ารายได้จากภาคการท่องเที่ยวหายไป 2030% หรือหายไป 1.21.8 แสนล้านบาท จากที่รัฐบาลคาดว่าจะมีรายได้ 6 แสนล้านบาท นักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมี 16 ล้านคน ก็จะลดหายไปด้วย ขณะที่การจัดการประชุม (ไมซ์) จะย้ายไปจัดที่อื่น
ด้านภาคการบริโภคน่าจะได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นลดลง ยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์คงจะไม่เติบโต การหวังให้เติบโต 24% จากปีที่แล้วคงยาก
ขณะที่การลงทุนระยะยาวของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ ก็คงยาก ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองทำให้การลงทุนทรุดลงไปอีก
ด้านการลงทุนภาครัฐ งบไทยเข้มแข็งคงจะชะลอลง ภาคส่งออกเชื่อว่าจะไปต่อได้ แต่จะโตได้ 15% หรือไม่ต้องลุ้น
“
ยังไม่พูดถึงว่าปัญหาจบหรือไม่จบ ยืดเยื้อหรือไม่ จีดีพีหายไปแล้ว 0.51% สำนักไหนที่เคยคาดการณ์จีดีพีไว้เท่าไหร่ ให้ลบไปเลย 0.51%” นายปิยะ กล่าวนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สถานการณ์เกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่ทุกคนคิด ผลกระทบเยอะมาก ถ้ายังไม่จบผลกระทบจะยิ่งกินวงกว้าง อุตสาหกรรมที่น่าห่วง คือ ภาคการท่องเที่ยวแทบจะหายเลย การลงทุน ความเชื่อมั่นทรุดหนัก
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า รัฐบาลคงจะต้องออกมาตรการกระตุ้นหลังเหตุการณ์รุนแรง เพราะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ไม่ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกในการใช้มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเต็มๆ รวมถึงความเชื่อมั่นในการลงทุน ภาคธุรกิจอื่นเช่น ค้าปลีก และโรงแรมแย่ลง
นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวงกล่าวว่า เหตุรุนแรงทำให้โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังน่ากลัวหากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไม่เข้ามา ประเทศไทยก็ตายเหมือนกัน
นายธนิต โสรัตน์ รักษาการรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การหาทางออกของประเทศในขณะนี้คงต้องมองเรื่องการเมืองนำเศรษฐกิจ โดยการเจรจาหาทางออก เพราะถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็ไม่มีทางที่จะฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนได้
“
การเดินทางไปโรดโชว์ยังต่างประเทศหลังจากนี้ไป พูดเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนก็คงไม่มีใครเชื่อ จึงต้องรอให้เหตุการณ์ภายในประเทศสงบก่อนแล้วค่อยกลับมาพูดเรื่องการฟื้นความเชื่อมั่น”นายธนิตกล่าวทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า ทางออกของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้มี 3 แนวทาง คือ 1.นายกรัฐมนตรีลาออกและให้ ส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากผู้ที่กลุ่มเสื้อแดงยอมรับ หรือพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีได้ และนายกรัฐมนตรีคนใหม่อาจมาจากหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งจะยังพอทำให้นโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้
2.การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่รวมพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วยจะทำให้สื่อสารกับกลุ่มเสื้อแดงได้ และ 3.ยุบสภาเป็นทางเลือกสุดท้ายหาก 2 แนวทางดำเนินการไม่ได้ แต่ต้องตกลงร่วมกันว่ายุบแล้วทุกอย่างจะต้องจบเพราะการที่ผู้ชุมนุมมากดดันให้รัฐบาลยุบสภาไม่ถือเป็นประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม หากเลือกวิธีการยุบสภา ก็ต้องมีเวลาในการเตรียมตัวประมาณ 23 เดือน เพื่อจัดการงานเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะเป็นทางออกไหนก็คงเจรจาได้ข้อสรุปลำบาก เพราะไม่แน่ใจว่าแกนนำกลุ่มเสื้อแดงตัดสินใจเองได้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะหาทางออกที่แท้จริงคงต้องต่อสายพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีด้วย
หอการค้าแนะเจรจารอบ3
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนั้นเมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.2553 นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรง ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังคงชุมนุมต่อไป แต่เมื่อเกิดความรุนแรงก็ควรจะมีการเจรจากันรอบที่ 3 ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีทางจบลงเพราะรัฐบาลคงไม่สามารถใช้กำลังไปปราบปรามผู้ชุมนุมได้
สำหรับปัญหาจากนี้ อยู่ที่กลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่เจรจาและให้นายกรัฐมนตรียุบสภาทันที โดยภาคเอกชนเห็นว่าคงจะยุบสภาทันทีไม่ได้ เพราะมีปัญหาอื่นที่รัฐบาลต้องเร่งสะสางอีกมาก เช่น การออกกฎเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของไทยยังแย่ลงมากเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนไม่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งปล่อยไว้นานผลกระทบยิ่งมากขึ้น จึงควรรีบเจรจาหาทางออก เพราะเริ่มมีการชุมนุมในต่างจังหวัดมากขึ้น และถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจมีการยึดศาลากลางจังหวัดอีกหลายแห่ง ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แล้วและที่ผ่านมาก็มีหลายฝ่ายเสนอความเห็นไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นจนได้







