
ศาลอุทธรณ์ยืนคุก10ปีร.ต.อ.ยิงจ่าสาวดับ
ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก10ปีร.ต.อ.ยิงจ่าทหารสาวคนสนิทดับ เหตุไม่ช่วยผู้ตายส่งรพ.เป็นเครื่องยืนยันเจตนาฆ่า
ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก10ปีร.ต.อ.ยิงจ่าทหารสาวคนสนิทดับ เหตุไม่ช่วยผู้ตายส่งรพ.เป็นเครื่องยืนยันเจตนาฆ่า
ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 กับนางสวรรค์ ใจสงัด มารดา จ.ส.อ.หญิง เกสรา ใจสงัด ทหารกองพลาธิการ กรมยุทธบริการ ทหารบก ผู้ตาย พร้อมบุตร 2 คนของ จ.ส.อ.หญิง ร่วมเป็นโจทก์ ฟ้อง ร.ต.อ.นพฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ อายุ 43 ปี อดีต รอง สว.ธุรการ บก.น.7 ช่วยราชการ ส น.เตาปูน เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ พ.ร.บ.อาวุธปืน
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 สรุปว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 เวลากลางคืน จำเลยได้ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิง จ.ส.อ.หญิง เกสรา ใจสงัด สังกัดกองพลาธิการ กรมยุทธบริการทหารบก เพื่อนสาวคนสนิทเสียชีวิต โดยก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายพร้อมเพื่อนรวม 8 คน นั่งรับประทานอาหารและดื่มสุรากันที่ร้านอาหารอีสาน ริมถนนประชาราษฎร์ 2 แขวงและเขตเตาปูน กทม. ระหว่างนั้นจำเลยเกิดความหึงหวงผู้ตาย จึงลุกขึ้นชักปืนยิงถึงแก่ความตายก่อนหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 จำเลยเข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธอ้างว่า เกิดปืนลั่นถูกผู้ตาย โดยไม่มีเจตนาฆ่า
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เห็นว่า โจทก์มีเพื่อนร่วมงานของผู้ตายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะนั่งทานอาหารมีเพื่อนผู้ตายพูดแซวผู้ตายทำนองว่า เมื่อคืนไปไหนมาจนกลับบ้านดึก 03.00 น. จำเลยได้ยิน จึงถามผู้ตายถึง 3 ครั้งว่า "ตกลงมึงไปไหนมา" จากนั้นจำเลยลุกขึ้นยืนชักปืนยิงผู้ตาย 1 นัด ก่อนเดินข้ามถนนขึ้นรถหลบหนีไป ที่จำเลยต่อสู้ว่า อาวุธปืนลั่นนั้น ก็อ้างเพียงปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 2,100 บาท คำให้การของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ปรับ 1,400 บาท ริบของกลางอาวุธปืน
จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบา เนื่องจากจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย และได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม จนเป็นที่พอใจ
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยยิงผู้ตายเพราะความหึงหวง ส่วนจำเลยไม่ได้โต้แย้งเรื่องอาวุธปืน ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยก็ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล พฤติกรรมจึงเป็นเครื่องชี้เจตนา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 กับนางสวรรค์ ใจสงัด มารดา จ.ส.อ.หญิง เกสรา ใจสงัด ทหารกองพลาธิการ กรมยุทธบริการ ทหารบก ผู้ตาย พร้อมบุตร 2 คนของ จ.ส.อ.หญิง ร่วมเป็นโจทก์ ฟ้อง ร.ต.อ.นพฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ อายุ 43 ปี อดีต รอง สว.ธุรการ บก.น.7 ช่วยราชการ ส น.เตาปูน เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ พ.ร.บ.อาวุธปืน
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 สรุปว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 เวลากลางคืน จำเลยได้ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิง จ.ส.อ.หญิง เกสรา ใจสงัด สังกัดกองพลาธิการ กรมยุทธบริการทหารบก เพื่อนสาวคนสนิทเสียชีวิต โดยก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายพร้อมเพื่อนรวม 8 คน นั่งรับประทานอาหารและดื่มสุรากันที่ร้านอาหารอีสาน ริมถนนประชาราษฎร์ 2 แขวงและเขตเตาปูน กทม. ระหว่างนั้นจำเลยเกิดความหึงหวงผู้ตาย จึงลุกขึ้นชักปืนยิงถึงแก่ความตายก่อนหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 จำเลยเข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธอ้างว่า เกิดปืนลั่นถูกผู้ตาย โดยไม่มีเจตนาฆ่า
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เห็นว่า โจทก์มีเพื่อนร่วมงานของผู้ตายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะนั่งทานอาหารมีเพื่อนผู้ตายพูดแซวผู้ตายทำนองว่า เมื่อคืนไปไหนมาจนกลับบ้านดึก 03.00 น. จำเลยได้ยิน จึงถามผู้ตายถึง 3 ครั้งว่า "ตกลงมึงไปไหนมา" จากนั้นจำเลยลุกขึ้นยืนชักปืนยิงผู้ตาย 1 นัด ก่อนเดินข้ามถนนขึ้นรถหลบหนีไป ที่จำเลยต่อสู้ว่า อาวุธปืนลั่นนั้น ก็อ้างเพียงปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 2,100 บาท คำให้การของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ปรับ 1,400 บาท ริบของกลางอาวุธปืน
จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบา เนื่องจากจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย และได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม จนเป็นที่พอใจ
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยยิงผู้ตายเพราะความหึงหวง ส่วนจำเลยไม่ได้โต้แย้งเรื่องอาวุธปืน ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยก็ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล พฤติกรรมจึงเป็นเครื่องชี้เจตนา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.







