posttoday
นานาสาระ...แคปิตอล คอนโทรล

นานาสาระ...แคปิตอล คอนโทรล

07 พฤษภาคม 2556

ดูเหมือนว่าค่าเงินบาทของเราไม่ได้หยุดพักไปกับเราด้วย ยังคงแรงดีไม่มีตก แข็งค่าทะลุ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปแล้ว โดยสาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพคล่องที่ล้นโลก ซึ่งเกิดจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ประกอบกับพื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) เติบโตแข็งแกร่งเกินหน้าภูมิภาคอื่นๆ ในโลก จึงทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ไหลทะลักเข้าไทยและกลุ่มประเทศ EM อย่างต่อเนื่อง

ดูเหมือนว่าค่าเงินบาทของเราไม่ได้หยุดพักไปกับเราด้วย ยังคงแรงดีไม่มีตก แข็งค่าทะลุ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปแล้ว โดยสาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพคล่องที่ล้นโลก ซึ่งเกิดจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ประกอบกับพื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) เติบโตแข็งแกร่งเกินหน้าภูมิภาคอื่นๆ ในโลก จึงทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ไหลทะลักเข้าไทยและกลุ่มประเทศ EM อย่างต่อเนื่อง

โดยหวังรับผลตอบแทนใน 2 เรื่อง คือ จากการลงทุนในสินทรัพย์และจากการแข็งค่าของเงินสกุลท้องถิ่นด้วยนั่นเอง

ท่ามกลางภาวะค่าเงินบาทแข็งตั้งแต่ต้นปี หลายฝ่ายเริ่มเสนอให้มีการใช้มาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ (Capital Control) เพื่อสกัดกั้น “เงินร้อน” กันอย่างคับคั่ง ซึ่งว่าไปแล้วเรื่องราวการใช้ Capital Control นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศกลุ่ม EM มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ในเวทีการเงินระหว่างประเทศนั้น IMF เพิ่งจะยอมรับการใช้มาตรการเหล่านี้มากขึ้นเมื่อปีก่อน โดยเรียกมาตรการเหล่านี้ว่า มาตรการบริหารเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow Management หรือ CFM) โดย IMF มีมุมมองว่า CFM เป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าและออกประเทศ โดยจะใช้เมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้ อาทิ ในช่วงที่เงินทุนไหลเข้ามากจนอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ยังไม่วางใจที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้ เป็นต้น

ดังนั้น การใช้ CFM ควรใช้ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินการคลังและเป็นเพียงการใช้ชั่วคราว เนื่องจากมีประสิทธิภาพเพียงในระยะสั้นและมีต้นทุนในการใช้สูง ประกอบกับอาจเกิดผลกระทบในทางลบต่อตลาดการเงินได้ง่าย

จริงๆ แล้ว CFM ก็เหมือนยารักษาโรคที่ต้องใช้ให้ถูกกับโรคและถูกเวลาครับ มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยาได้ และยาของใครก็ของคนนั้น จะเอามาใช้ร่วมกันไม่ได้ครับ

ทีนี้เพื่อให้เห็นภาพของการใช้ยาแต่ละขนานที่ประเทศ EM ทำกัน จึงขอหยิบยกกรณีของประเทศใกล้บ้านเราอย่างอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย มาเล่าสู่กันฟังกันครับ

ตั้งแต่ปี 2552 อินโดนีเซียเผชิญกับภาวะกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศ เนื่องจากมีพื้นฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี และมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% (ปลายปี 25522553) จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยนักลงทุนต่างชาติเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Central Bank Bill) ซึ่งเรียกว่า SBI เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง

ลักษณะการลงทุน คือ จะเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง สลับกับการเทขายเพื่อทำกำไร ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ผันผวนขึ้นอย่างมาก ภาวะดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศใช้มาตรการการกำหนดระยะเวลาการถือ SBI ขั้นต่ำ (Minimum Holding Period) ในเดือน มิ.ย. 2553 โดยกำหนดให้ผู้ที่จะลงทุนใน SBI (ทั้งชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติ) ต้องถือครอง SBI เป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนจึงจะขายได้

สำหรับประสิทธิผลของมาตรการ Minimum Holding Period ของอินโดนีเซียนั้น นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ได้วิเคราะห์ไว้ว่า มาตรการดังกล่าวช่วยลดการถือครอง SBI โดยนักลงทุนต่างชาติ และลดความผันผวนในตลาดการเงินในระยะเวลาสั้นๆ โดยเมื่อนักลงทุนปรับตัวได้แล้วก็หันไปเก็งกำไรผ่านพันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งถือครอง SBI เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยมากกว่าในช่วงก่อนหน้าที่มีการใช้ Minimum Holding Period เสียอีก

ส่งผลให้ในเดือน พ.ค. 2554 ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการถือครอง SBI จาก 1 เดือน เป็น 6 เดือน

ทีนี้ลองมาดูมาตรการของแดนกิมจิกันบ้างครับ ซึ่งก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง โดยธุรกิจหลักอย่างหนึ่งของเกาหลีใต้ คือ การส่งออกเรือเดินสมุทรซึ่งต้องใช้เวลาในการต่อเรือค่อนข้างนาน ดังนั้นผู้ต่อเรือมักป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) ที่มีอายุสัญญาค่อนข้างยาว และธนาคารในเกาหลีใต้จะปรับฐานะ (Square Position) โดยการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากสถาบันการเงินในต่างประเทศมาขายวันนี้ โดยมักจะกู้ในระยะสั้นแล้วต่ออายุสัญญา (Rollover) ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาครบกำหนดสัญญา Forward

อย่างไรก็ดี เมื่อเกิด Global Crisis ในปี 2551 ธนาคารในเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการที่ไม่สามารถต่ออายุสัญญาเงินกู้ได้ เนื่องจากสถาบันการเงินในต่างประเทศต่างหยุดการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตนเอง ทำให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ต้องเข้ามาช่วยเหลือ โดยรับหน้าที่ปล่อยสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศจากเงินสำรองระหว่างประเทศให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงราว 1 ใน 4 ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่แข็งแกร่ง ทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับมายังเกาหลีใต้อีกครั้ง และเพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทางการเกาหลีใต้จึงออกมาตรการเพื่อดูแลเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือ มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร

แนวคิดหลักคือ ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสีย Levy มาก กล่าวคือ หากอายุสัญญาการกู้ไม่เกิน 1 ปี จะโดนเก็บ 0.2% ของเงินกู้ ถ้าอายุ 13 ปี เก็บ 0.1% อายุ 35 ปี เก็บ 0.05% และหากอายุเกิน 5 ปี เก็บที่ 0.02% เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในเกาหลีใต้กู้เงินตราต่างประเทศที่อายุสัญญายาวขึ้น และให้สอดคล้องกับอายุสัญญา Forward

ผลของมาตรการนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF วิเคราะห์ไว้ว่ามีผลไม่มากนัก เนื่องจากอัตราการเก็บ Levy ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ดี การกู้ยืมเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ในเกาหลีใต้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนักวิเคราะห์มีความเห็นว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยอดสั่งซื้อเรือเดินสมุทรลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ทำให้ความต้องการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อรอส่งมอบตามสัญญา Forward ลดลงด้วย

กระแสเงินทุนไหลเข้านอกจากจะกระทบต่อภาคธนาคารของเกาหลีใต้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนด้วย

อย่างไรก็ดี เกาหลีใต้ไม่ได้ออกมาตรการ CFM เพื่อดูแลในส่วนนี้มากนัก เนื่องจากเกาหลีใต้มีการกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติต้องลงทะเบียน (Registration) กับทางการเกาหลีใต้ เพื่อรับเลขทะเบียน (Investor Registration Certificate : IRC) ไปใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยหากไม่มี IRC ก็จะไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้

ซึ่งข้อกำหนดนี้ช่วยให้ทางการเกาหลีใต้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติได้

ถัดจากทานกิมจิกันแล้ว ลองเปลี่ยนรสชาติไปทานโรตีกันบ้างครับ โดยอินเดียมีมาตรการ CFM เพื่อกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคล้ายคลึงกับเกาหลีใต้แต่เข้มงวดกว่า นั่นคือการกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติต้องลงทะเบียนกับทางการอินเดียก่อนการลงทุนในหลักทรัพย์ พร้อมกับมีการกำหนดโควตาเงินลงทุนให้กับนักลงทุนต่างชาติด้วย

มาตรการนี้มีขึ้นตั้งแต่ทางการอินเดียเริ่มอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์อินเดียได้เมื่อประมาณปี 25352536 โดยมาตรการนี้ช่วยให้ทางการอินเดียสามารถติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์ และทราบมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติได้

ดังนั้น อินเดียจึงสามารถควบคุมปริมาณเงินทุนไหลเข้าออกประเทศได้ในระดับหนึ่งผ่านการปรับขนาดของโควต้าเงินลงทุนในหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อินเดียเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ทำให้ทางการอินเดียปรับเพิ่มโควต้าเงินลงทุนมาโดยตลอด เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาชดเชยการขาดดุลดังกล่าว

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าการกำหนดโควต้าเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของอินเดียนั้น เริ่มต้นจากการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ โดยมีโควต้าเงินลงทุนต่ำๆ ก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้น เช่น ในปี 2541 ได้กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติประเภทสถาบัน (Foreign Institution Investor : FII) สามารถลงทุนในตราสารหนี้ได้เฉพาะตราสารหนี้รัฐบาลไม่เกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปัจจุบัน FII สามารถลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลได้ไม่เกิน 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ไม่เกิน 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น

ดังนั้น มาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้าในลักษณะนี้ จึงอาจไม่เหมาะสำหรับประเทศที่มีการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์อย่างเสรีแล้ว n

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท