
สัญญาณโกร่ง
ในสัปดาห์นี้ ความจริงแล้วตั้งใจจะเขียนเรื่องอื่น แต่พอมาอ่านข่าวที่ท่านอาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.คลัง ที่ผู้เขียนเคารพรัก ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาวิจารณ์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ท่านเป็นประธานอยู่ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แล้ว ก็อดไม่ได้ที่ต้องมาพูดเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าและมีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ ถึงกับที่อาจารย์บอกว่าอาจจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตครั้งใหม่เหมือนในปี 2540 ภายในสิ้นปีนี้ได้ ทำให้ต้องกลับมาเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขียนเตือนไปหลายหนจนผู้เขียนเองก็ยังเบื่อที่จะเตือนแล้ว
ในสัปดาห์นี้ ความจริงแล้วตั้งใจจะเขียนเรื่องอื่น แต่พอมาอ่านข่าวที่ท่านอาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.คลัง ที่ผู้เขียนเคารพรัก ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาวิจารณ์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ท่านเป็นประธานอยู่ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แล้ว ก็อดไม่ได้ที่ต้องมาพูดเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าและมีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ ถึงกับที่อาจารย์บอกว่าอาจจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตครั้งใหม่เหมือนในปี 2540 ภายในสิ้นปีนี้ได้ ทำให้ต้องกลับมาเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขียนเตือนไปหลายหนจนผู้เขียนเองก็ยังเบื่อที่จะเตือนแล้ว
การที่อาจารย์จำเป็นต้องออกมาเตือนอย่างรุนแรงแสดงให้เห็นว่าท่านต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่สร้างความเป็นห่วงอย่างมาก เพราะผมจำได้ดีว่าเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง อาจารย์ได้กรุณามาบรรยายที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรที่ผู้เขียนศึกษาอยู่ และท่านได้บอกผู้เขียนว่าอย่าถามท่านเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย เพราะท่านทั้งพูดทั้งเตือนจนไม่อยากจะพูดแล้ว เดี๋ยวจะดูเหมือนอาจารย์มีความขัดแย้งส่วนตัวกับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านไม่มีความขัดแย้งโดยส่วนตัวเลย แต่หลักคิดอาจจะไม่เหมือนกันเท่านั้น และอาจารย์เองได้อธิบายว่า ในฐานะตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกฎแล้วห้ามเข้าไปยุ่งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
ดังนั้น การที่อาจารย์ต้องออกมาเตือนดังๆ ในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนกังวลเป็นอย่างมาก เพราะแสดงว่าสถานการณ์ต้องน่าเป็นห่วงมากแล้ว
และก็น่าเป็นห่วงจริง จากตัวเลขการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 8 แสนล้านบาท จากผลขาดทุนเดิมในสิ้นปี 2555 ที่ 5.3 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท ถ้าหากยังไม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและดำเนินการตามวิธีเดิม และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ หากเกิดทิฐิผสมอีโก้ส่วนตัวเข้าไปแล้ว ยอดขาดทุนอาจจะพุ่งขึ้นไปสูงกว่านี้อีกมาก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตเหมือนที่เกิดในปี 2540 ได้
หากจำกันได้ ผลจากการดำเนินการผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในการเข้าต่อสู้ค่าเงินบาทในปี 2540 รวมถึงผลต่อเนื่องในการปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง และการนำเงินเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงิน แถมยังมีการนำทรัพย์สินไปขายให้ต่างประเทศในราคาถูก และมีคดีความตัดสินกันไปบ้างแล้วในการกระทำผิด ที่รัฐบาลสมัยนั้นน่าจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องชำระดอกเบี้ยให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาททุกปีมากว่าสิบปีแล้ว และเป็นหนี้ที่ไม่ได้สร้างความเจริญให้กับประเทศไทยเลย เทียบไม่ได้กับ 2 ล้านล้านบาท ที่จะปรับปรุงระบบคมนาคมทั้งหมด ถึงกับมีผู้เปรียบเปรยว่า ในขณะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากกว่าการคอร์รัปชั่นทั้งหมดที่เคยมีในประเทศไทยรวมกันเสียอีก ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำขึ้นมาอีก
การที่อาจารย์บอกว่า กระทรวงการคลังโยนไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทยโยนไปที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน และมีผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านเป็นกรรมการ แต่คณะกรรมการ กนง. กลับไม่มีใครเชี่ยวชาญเศรษฐกิจมหภาคเลย แต่กลับมีอำนาจมหาศาล ใครเตือนก็ไม่ฟัง และไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไร ทำให้สงสัยว่าโครงสร้างของคณะกรรมการ กนง. มีความเหมาะสมเพียงใด ควรหรือไม่ที่จะมีการปรับปรุงเพื่อให้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจมหภาค และมีความรู้ทางธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่รู้แต่เฉพาะในทฤษฎี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณา แม้ว่าจะต้องแก้กฎหมายก็ตาม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจในภาพรวมกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่กลับมีปัญหาค่าเงินบาทเข้ามาสะดุด และยิ่งเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจว่า ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนไปอยู่ที่ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รายได้ประชาชาติของไทยยังโตได้ 4% นั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความรู้ธุรกิจอย่างแท้จริงเลย ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของบาทแข็งค่าไปขนาดนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีหน่วยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ความสามารถแข่งขันของหน่วยธุรกิจไทยในภาคส่งออกจะหมดไปในทันที
ในภาวะที่ใกล้วิกฤตเช่นนี้ ผู้เขียนอยากถือโอกาสให้คนไทยได้พิจารณาคำสอนของฝรั่งที่ว่า Substance over form คืออยากให้พิจารณาบุคคลในแง่ความรู้ความสามารถที่แท้จริงมากกว่าที่จะเป็นบุคคลที่มีรูปแบบดี ฟอร์มดี แต่ไม่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งหากมองย้อนหลังจะพบว่าประเทศไทยเราเสียหายจากผู้ที่มีรูปแบบดี ฟอร์มดี แต่ขาดความรู้ความสามารถมานักต่อนักแล้ว
ดังนั้นจึงอยากให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกันเร่งหาทางออกที่เหมาะสมในวิกฤตการณ์นี้
ดูอย่างญี่ปุ่นหลังจากที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติลาออก ค่าเงินเยนอ่อนตัว เศรษฐกิจเริ่มฟื้น คะแนนนิยมนายกฯ ญี่ปุ่นพุ่งสูงสุด







