
ทองคำโลกฟื้นชีพมหาอำนาจเดินหน้ากระตุ้น ศก.
หลังจากที่ราคาทองคำโลกในช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำสถิติร่วงลงติดต่อกัน 2 วัน แรงที่สุดในรอบ 30 ปี
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หลังจากที่ราคาทองคำโลกในช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำสถิติร่วงลงติดต่อกัน 2 วัน แรงที่สุดในรอบ 30 ปี โดยลงมาอยู่ที่ 1,348 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 39,092 บาท) ขณะที่ราคาทองคำในช่วงก่อนหน้านั้น 5 เดือนยังคงอยู่ที่ 1,717 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 49,793 บาท) จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันไปว่าตลาดทองคำได้เข้าสู่ “ภาวะตลาดหมี” หรือภาวะเซื่องซึมแล้ว ทว่าล่าสุดดูเหมือนว่าสถานการณ์ดังกล่าวในตลาดทองคำจะเข้าสู่จุดพลิกผันอีกครั้ง
ล่าสุด ราคาทองคำเมื่อวันจันทร์ที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ในตลาดสิงคโปร์ราคาทองได้ดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1,472.10 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 42,690 บาท) ขณะที่ราคาทองคำซื้อขายล่วงหน้างวดส่งมอบเดือน มิ.ย.นี้ ในตลาดโคเมกซ์ เมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่มขึ้น 0.7% ที่ 1,464.20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 42,456 บาท) ซึ่งหากเทียบกับช่วงที่ราคาได้เริ่มดิ่งลงอย่างหนักในวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา จะถือเป็นการเพิ่มขึ้นมาของราคาทองคำถึง 11%
เหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในตลาดทองคำเริ่มฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ราคาได้ดิ่งลงอย่างหนักจนลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี เมื่อเทียบกับราคาทองในเดือน ก.ย. 2554 ที่ 1,921 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 55,709 บาท) นั้น ก็เกิดมาจากการที่เหล่าบรรดาธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่างออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะเดินหน้าใช้มาตรการอัดฉีดและกระตุ้นต่อไป หลังจากที่ตัวเลข
เศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาล้วนสะท้อนออกมาให้เห็นแล้วว่าภาวะเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจยังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่ โดยเฉพาะในรายของอีซีบีนั้นถึงกับยอมตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.5% จากเดิม 0.75%
ขณะที่ก่อนหน้านั้น ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ก็เพิ่งจะประกาศเพิ่มการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์อีก 2 เท่า โดยขึ้นมาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40 ล้านล้านบาท) อีกทั้งยังวางเป้าหมายไว้อีกว่าจะต้องบรรลุการผลักดันเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดที่เกาะกินประเทศมายาวนานกว่า 10 ปี
การระดมใช้มาตรการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ จึงทำให้ความกังวลจากภาวะเงินเฟ้อที่จะตามมาหลังจากการใช้มาตรการอัดฉีดของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ จึงกลับมาอยู่ในภาวะน่าเป็นกังวลอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้นักลงทุนรวมไปถึงธนาคารกลางทั่วโลก ต้องหันกลับไปลงทุนในทองคำ
เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด โดยยืนยันได้จากการที่เหล่านักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุนพอลสัน แอนด์ โค ยังยืนหยัดที่จะลงทุนในทองคำต่อไป
“การไหลท่วมของเงินจำนวนมากจากการเร่งอัดฉีดของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่กำลังกระตุ้นให้นักลงทุนจำนวนมาก เช่น มหาเศรษฐีอย่างจอห์น พอลสัน ยังคงถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ เพราะถึงอย่างไรทองคำก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน” รายงานของ บริษัท เอลลิออต แมนเนจเมนต์ ระบุ
ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลของคณะกรรมาธิการซื้อขายตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐที่ระบุว่า เหล่านักลงทุนต่างแห่แหนเข้ามาซื้อทองคำกันอีกครั้งเช่นกัน โดยสัญญาการซื้อขายทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เพิ่มสูงขึ้น 19% มาอยู่ที่ 54,762 สัญญา ขณะที่สัญญาระยะสั้นได้เพิ่มขึ้น 9.2% ซึ่งถือว่าสูงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา
ด้านเหล่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสภาทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้ามาซื้อทองคำเป็นทุนสำรองประเทศมากที่สุดในรอบ 49 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2507 โดยมียอดซื้อทั้งหมดอยู่ที่ 534.6 ตัน ขณะที่ปีนี้ดับเบิลยูจีซีก็คาดการณ์ว่า การเข้าซื้อทองคำเพื่อนำมาเป็นทุนสำรองจะสูงกว่าปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 450–550 ตัน
ดังนั้น จึงส่งผลให้การแห่เข้ากว้านซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ราคาทองคำดีดขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่เหตุผลประการถัดมา ก็คือสถานการณ์และปัจจัยที่มีส่วนสำคัญทำให้ทองคำร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะความหวั่นเกรงกันว่าไซปรัสอาจเทขายทองคำออกมาเพื่อแก้วิกฤตหนี้ของตนเอง และอาจทำให้หลายประเทศที่มีปัญหาเหมือนๆ กัน เช่น สเปนและอิตาลี ทำตามได้หมดไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลไซปรัสออกมายืนยันว่า แผนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น และไม่ใช่ทางเลือกแรกในการแก้ปัญหา
ขณะที่ธนาคารกลางไซปรัสก็ออกมากล่าวก่อนหน้านี้แล้ว ว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนการเทขายทองคำสำรองออกมาอย่างแน่นอน
ฉะนั้น นักลงทุนทั่วโลกจึงเบาใจจากภาวะที่ธนาคารกลางของบรรดาประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้ในยูโรโซนจะพากันแห่เทขายทองคำออกมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุผล 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง จะกลายเป็นตัวผลักดันให้ราคาทองได้เริ่มฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปก็คือว่า ราคาทองที่จะเริ่มกลับมาฟื้นขึ้นคราวนี้จะมุ่งไปสู่ภาวะตลาดกระทิงอีกครั้งเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในเดือน ก.ย. 2554 ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 5.51 หมื่นบาท) ได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์ต่างออกมาฟันธงกันไปก่อนแล้วว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากมาก
ปัจจุบันยังมีนักลงทุนบางส่วนที่ไม่เชื่อมั่นในตลาดทองคำ โดยดูได้จากข้อมูลของ คาเมรอน แบรนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา บรรดาผู้จัดการกองทุนการเงินจำนวนมากต่างถอนเงินลงทุนออกจากกองทุนทองคำมากถึง 1,790 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.19 หมื่นล้านบาท)
ดังนั้น การที่ราคาทองคำจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ภาวะกระทิงอีกครั้งคงจะเกิดขึ้นได้ยาก
ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดังและเป็นมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับเป็นที่ 3 ของโลกจากการจัดอันดับของบลูมเบิร์ก ก็ได้ออกมาแนะให้นักลงทุนโดดหนีออกจากตลาดทองคำแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าคำเตือนของกูรูด้านการลงทุนผู้นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะราคาทองคำและการลงทุนในตลาดทองคำไม่น้อย
ส่วนธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ราคาทองคำน่าจะร่วงลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยลงมาอยู่ที่ 1,390 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 40,310 บาท) ขณะที่ธนาคารดอยช์แบงก์เอจี คาดการณ์ว่า ราคาน่าจะดิ่งลงมาอยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 30,450 บาท)
จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า การดีดตัวกลับขึ้นมาของราคาทองคำที่เป็นผลมาจากภาวะการตัดสินใจเดินหน้ากระตุ้นของเหล่าแบงก์ชาติของประเทศมหาอำนาจ จะนำไปสู่ภาวะราคาทองกระทิงเหมือนในช่วงเดือน ก.ย. 2554 ที่ 1,921 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 55,709 บาท) อีกครั้งหรือไม่







