
ใช้เซเว่นชำระค่าปรับใบสั่ง
อีกช่องทางจ่ายผ่านเครดิตไอแบงก์กิ้งตร.หวังอำนวยความสะดวกประชาชน
อีกช่องทางจ่ายผ่านเครดิตไอแบงก์กิ้งตร.หวังอำนวยความสะดวกประชาชน
ตำรวจเพิ่มช่องทางจ่ายปรับฝ่าไฟแดง ผ่านร้านสะดวกซื้อ– ธนาคารไอแบงก์กิ้ง
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) เปิดเผยว่า บก.จร.เตรียมเพิ่มช่องทางในการชำระค่าปรับ กรณีผู้ใช้รถขับขี่ฝ่าไฟแดง ให้สามารถไปชำระค่าปรับได้ที่ธนาคาร เซเว่นอีเลฟเว่น และเคาน์เตอร์เซอร์วิส เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จากเดิมที่ชำระได้แค่ที่สถานีตำรวจ และที่สำนักงานไปรษณีย์เท่านั้น โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างปรึกษานักวิชาการเพื่อหารือในข้อกฎหมาย นอกจากนี้ในอนาคตทาง บก.จร.ยังได้เตรียมต่อยอดโครงการ โดยอาจชำระค่าปรับผ่านบัตรเครดิต หรือไอแบงก์กิ้งได้ทันทีอีกด้วย
สำหรับกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ไปชำระค่าปรับ แต่ยังสามารถต่อทะเบียนได้ตามปกตินั้น กรมการขนส่งทางบกได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการอายัดทะเบียนหากไม่มาชำระค่าปรับตามกฎหมาย แต่กรณีที่ผู้ขับขี่ยังไปต่อทะเบียนได้นั้น อาจเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่จะยังไม่อายัดทะเบียนโดยทันทีหลังกระทำผิด ทั้งนี้ ปกติจะส่งเรื่องอายัดเป็นล็อตไป ล็อตละประมาณ 23 เดือน เนื่องจากเห็นว่าประชาชนบางคนอาจติดธุระหรืออาจไปต่างจังหวัด ซึ่งอาจยังไม่สะดวกในการมาชำระค่าปรับ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า สำหรับผลการติดตั้งกล้องฝ่าไฟแดงตามแยกสำคัญต่างๆ 30 จุดทั่ว กทม. เพื่อลดอุบัติเหตุในกรณีการฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง พบว่า สถิติการกระทำผิดในภาพรวมอยู่ในระดับที่ดี มีผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟน้อยลง โดยจุดที่มีผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 300 คันต่อวัน ส่วนใหญ่จะเป็นตามสี่แยกรอบนอกตัวเมือง ส่วนจุดที่น้อยที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 25 คันต่อวัน
ทั้งนี้ ขั้นตอนในการออกใบสั่งหากมีผู้กระทำผิดฝ่าฝืนสัญญาณไฟ ทางเจ้าหน้าที่จะส่งหมายเรียกไปทางไปรษณีย์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดมาชำระค่าปรับภายใน 1 สัปดาห์ ที่ บก.จร. ถนนวิภาวดี แต่หากผู้ขับขี่ไม่มาชำระค่าปรับทางเจ้าหน้าที่ก็จะประสานกรมการขนส่งทางบก เพื่อทำการอายัดทะเบียนต่อไป และหากถูกอายัดทะเบียนแล้ว เวลาที่ผู้ขับขี่ไปต่อทะเบียน ก็จะต้องเสียค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด
สำหรับความคืบหน้าการซ่อมสะพานไทยเบลเยี่ยมนั้น พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนของการปูพื้นยางใหม่ และหลังจากนี้จะเป็นการตีเส้นการจราจร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 พ.ค. โดยการซ่อมทั้งหมด ใช้เวลาเพียง 60 วัน จากเดิมที่มีกรอบเวลานานถึง 90 วัน ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาสำคัญ เช่น การสอบก่อนปิดภาคเรียน และช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยอยู่ในระหว่างเร่งรัดให้กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อนการเปิดภาคเรียน







