
พิษค่าบาทแข็งค่ายรถโยกฐานผลิต
ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เร่งศึกษาผลกระทบค่าเงินบาทต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ไม่เฉพาะความสามารถในการส่งออกเท่านั้น แต่ให้ศึกษาถึงผลกระทบต่อการลงทุนด้วย
ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เร่งศึกษาผลกระทบค่าเงินบาทต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ไม่เฉพาะความสามารถในการส่งออกเท่านั้น แต่ให้ศึกษาถึงผลกระทบต่อการลงทุนด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้เงินบาทแข็งค่าจะเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรในต้นทุนที่ถูกลง แต่หากเป็นการลงทุนเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ เงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบให้มีการทบทวนการลงทุนอยู่พอสมควร
ทั้งนี้ ที่เห็นสัญญาณขณะนี้คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นที่มีฐานผลิตอยู่หลายประเทศ เริ่มพิจารณาเพิ่มการผลิตในประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกแทนประเทศไทย เพราะค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าไม่มาก ประมาณ 1% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าถึง 5%
“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค และยิ่งเทียบกับญี่ปุ่นอ่อนค่าลงไป 15% ดีไม่ดีตอนนี้ผลิตส่งออกจากญี่ปุ่นดีกว่าประเทศไทยมาก” ณัฐพล กล่าว
สำหรับผลการวิเคราะห์ของ สศอ.ในเบื้องต้น ระบุว่า หากค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบมีรายได้จากการส่งออกลดลง 5.58 หมื่นล้านบาท แต่หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รายได้จะหายไป 8.25 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง ประกอบกับโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก พบว่ามีลูกค้าหลายรายที่ยกเลิกการจองเพราะไม่สามารถหาเงินดาวน์ได้ทันตามกำหนด ทำให้คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ทั้งปี 2556 คงไม่ถึง 2.8 ล้านคัน ตามที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้
“ถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องคงทำให้เป้าหมายของไทยที่จะผลิตรถให้ได้ 3 ล้านคันต่อปีภายในปี 2556 เป็นไปได้ลำบาก เหลือปัจจัยที่จะทำให้ไปถึงเป้านั้นได้คือ เศรษฐกิจเอเชียต้องโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดส่งออกรถของไทยตอนนี้ 60% อยู่ที่เอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนที่เหลือ 40% ส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ” ณัฐพล กล่าว
อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าจะส่งผลค่อนข้างน้อยต่อโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนมาแล้ว เพราะส่วนใหญ่วางแผนระยะยาวมาแล้วหลายปี
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าปีนี้เงินลงทุนโดยตรง (FDI) จะยังไหลเข้าต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยบีโอไอยังคงเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ไว้ที่ 7 แสนล้านบาท โดยไตรมาสแรกยอดส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีที่จะเข้ามาลงทุนในไทยอาจจะทบทวนแผนการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการรับความผันผวนของเศรษฐกิจจะต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงกิจการที่มีการกู้ยืมมาลงทุนมากอาจจะชะลอการตัดสินใจลงทุนไปก่อนเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของค่าเงิน







