
ผมร้อนก่อนถึงจุดเดือด
รัฐนาวาภายใต้การกุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังต้องเผชิญกับ “มรสุม” รุมเร้ารอบด้าน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
รัฐนาวาภายใต้การกุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังต้องเผชิญกับ “มรสุม” รุมเร้ารอบด้าน จนทำให้การบริหารงานในช่วงนี้เต็มไปด้วยความยุ่งยากและสุ่มเสี่ยงตลอดเส้นทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายข้างหน้า
เริ่มตั้งแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำท่าจะบานปลายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสัญญาณจากรัฐบาลเพื่อไทยสั่งเดินหน้าลุยตามกระบวนการ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาหลังสภาให้ความเห็นชอบในหลักการวาระแรกไปเรียบร้อย
ในระหว่างที่รอกระบวนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้ ได้รับ 3 คำร้องจากทั้งของ สมชาย แสวงการ บวร ยสินทร และล่าสุดของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ไว้พิจารณา กรณีที่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ 312 สส.ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะเข้าข่ายตัดสิทธิบุคคลในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่
ล่าสุด เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คมสัน โพธิ์คง และไพบูลย์ นิติตะวัน ยังได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นใหม่ให้พิจารณา กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สไกป์เข้ามาสั่งการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 68 เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญยังได้ยื่นเรื่องให้ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และยุบพรรคเพื่อไทยด้วย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยกลายเป็นชนวนที่ห่วงกันว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศจุดยืนชัดเจน ไม่เห็นด้วยและจะไม่ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชัดเจน พร้อมเตรียมล่ารายชื่อยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อีกด้านหนึ่ง เสื้อแดงในปีกกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ได้เปิดเกมคู่ขนานปักหลักชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีสัญญาณไฟเขียวจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้
สัญญาณนี้สอดรับกับความเคลื่อนไหวภายนอกประเทศเมื่อ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปาฐกถาที่มองโกเลีย เนื้อหาบางช่วงบางตอนพาดพิงไปถึงรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการปฏิวัติและองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
แต่สุดท้ายปาฐกถาดังกล่าวก็กลายเป็นชนวนความขัดแย้งขึ้นมาเสียเอง เมื่อหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่นายกฯ สื่อสารในเวทีนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศและลุกลามบานปลาย
นี่ยังไม่รวมไปถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จ่อคิวรอพิจารณาเปิดสมัยประชุมหน้า
ถัดมาอีกเรื่องที่ร้อนไม่แพ้กัน คือ แผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ภายใต้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ถูกรุมถล่มทั้งประเด็นรายละเอียด เงื่อนไขในทีโออาร์ การศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ ไปจนถึงประสิทธิภาพที่จะฟื้นความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดน้ำท่วม น้ำแล้งต่อไปจากนี้
โดยเฉพาะเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่มีช่องโหว่ รูรั่ว เปิดช่องให้เกิดการทุจริตกับงบก้อนโตที่เคยมีตัวอย่างเมื่อครั้งช่วงน้ำท่วมที่เกิดการรั่วไหลในหลายจุด ที่ถูกร้องเรียนกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว โครงการนี้ยังมีเสียงคัดค้านต่อต้านอย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชน ถึงขั้นร่วมออกแถลงการณ์คัดค้านแผนบริหารจัดการน้ำเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ด้วยเหตุผลเรื่องการสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง
ที่สำคัญยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในประเด็นละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
แม้จะโล่งใจไปได้ในเปลาะแรก เมื่อศาลปกครองกลางไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ ตามที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นขอ ทำให้กระบวนการยังคงเดินหน้าไปสู่การให้กลุ่มบริษัทเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกเข้ายื่นซองราคาและซองเทคนิคเพื่อประมูลงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทว่า “วิบากกรรม” ที่ต้องเผชิญยังไม่ได้สิ้นสุดแค่นั้น เพราะถึงศาลปกครองกลางจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ก็รับคดีไว้พิจารณา ทำให้จำเลยอย่างนายกฯ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และ กบอ.ต้องรอลุ้นผลของคดีต่อไป
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้ กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการ ป.ป.ช.สอบสวนต่อไป หลังจากที่ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นเรื่องเพื่อให้ไต่สวนชี้มูลความผิด และ ดำเนินคดีอาญากับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรี และ กบอ. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบกรณีการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนในต่างประเทศ รวมทั้งอาจมีการเอื้อต่อการทุจริต
เรื่องนี้ “อุเทน ชาติภิญโญ” อดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำลงสู่ทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ยังได้ยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบ กบอ.กรณีการออกทีโออาร์ที่อาจนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชั่น และอาจไม่ชอบด้วยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ. 2546 ที่ยังต้องติดตามผลต่อไป
ถัดมาที่เรื่องค่าเงินบาทซึ่งแข็งค่าขึ้นอย่างมาก จนกระทบต่อการส่งออก และเกิดเสียงเรียกร้องให้เร่งแก้ไขเยียวยา แต่การแก้ไขที่จะไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้นำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ที่จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์
สุดท้ายปมปัญหาจากเรื่องนี้ก็ปะทุบานปลายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังยืนกรานในมาตรการที่ดำเนินเห็นว่าถูกต้อง โดยไม่ฟังเสียงรบเร้าจากรัฐบาลที่ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จนถึงขั้นออกมาส่งเสียงขู่จะปลดผู้ว่าการ ธปท.อยู่หลายระลอก
ความขัดแย้งที่ปรากฏออกมานอกจากจะไม่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว มีแต่จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศลดน้อยลงไป
นอกจากจะเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจที่เจอในปัจจุบันแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะต้องเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อไทยต่อจากนี้ งานนี้แม้จะประคองตัวให้รอดพ้นผ่านไปได้ แต่ก็ต้องสะบักสะบอมไม่น้อย







