
มื้อสุดท้าย
ราวสี่ทุ่ม หลังเคลียร์งานกองโตบนโต๊ะ ปิดคอมพิวเตอร์เรียบร้อย ชายหนุ่มรีบวิ่งลงบันได 5 ชั้น อย่างว่องไวราวนักกีฬาฟรีรันเนอร์ระดับโลก เพราะหิวจนแสบไส้ ท้องร้องจ๊อกๆ
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
ราวสี่ทุ่ม หลังเคลียร์งานกองโตบนโต๊ะ ปิดคอมพิวเตอร์เรียบร้อย ชายหนุ่มรีบวิ่งลงบันได 5 ชั้น อย่างว่องไวราวนักกีฬาฟรีรันเนอร์ระดับโลก เพราะหิวจนแสบไส้ ท้องร้องจ๊อกๆ
แฟนสาวคนสวยของเขานั่งหน้าบูดอยู่หลังพวงมาลัยรถหน้าตึก ไอเย็นเฉียบเกาะพราวบนกระจก บ่งบอกว่ารอคอยมาไม่น่าต่ำกว่าชั่วโมง
“มัวทำอะไรอยู่ มารอเกือบชั่วโมงแล้วนะ” เธอตวาด ใบหน้าบิดเบี้ยว ขณะสับเปลี่ยนที่นั่งกัน
“ไปๆ ไม่ต้องบ่นแล้ว อยากกินอะไร มื้อนี้เราเลี้ยงเอง”
เขาพยายามทำเสียงให้ครึกครื้น หวังสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย หันไปมองหน้าสาวคนรัก คิ้วงามงอนยังขมวด แต่รอยยิ้มน้อยๆ แอบเผยออกมาให้เห็น เธอเริ่มสดชื่นขึ้นบ้างแล้ว
ทั้งสองออกจากตึกสูงย่านคลองเตย ฝ่าความมืดอันน่าขนลุกของทางเข้าสลัมแออัดใต้ทางด่วน ขับรถเลี้ยวทะลุเข้าซอยสุขุมวิท บรรยากาศย่านทองหล่อยามดึกในวันอาทิตย์ยังคึกคักมีชีวิตชีวา ร้านเหล้า ผับไวน์ แน่นขนัดด้วยลูกค้า เขากังวลนิดหน่อยถึงเรื่องราคาอาหาร ขึ้นชื่อว่าซอยทองหล่อคงแพงหูฉี่พิลึก
เสือกบอกจะเลี้ยงซะด้วย ไอ้หนุ่มคิดถึงแบงก์พันสามสี่ใบสุดท้ายในกระเป๋าที่อาจต่อชีวิตได้ถึงปลายเดือน หากรู้จักใช้อย่างรอบคอบ
คิดอะไรเพลินๆ ได้ไม่นาน สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายไฟสี่เหลี่ยมสีส้ม โดดเด่นอลังการ ตัวอักษรญี่ปุ่นถูกออกแบบอย่างงดงาม แม้อ่านไม่ออก แต่ดูจากที่จอดรถกว้างขวาง บ้านไม้เก่าแก่ดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น ขับบรรยากาศให้ดูขรึมขลัง
หักพวงมาลัยเลี้ยวขวับไปจอดหน้าร้าน รปภ.หนุ่มยิ้มกว้างเหมือนรู้จักกันมาแรมปี โค้งคำนับ มือสาดไฟฉายทำหน้าที่อย่างแข็งขัน รถจอดสนิท ลงจากรถ โดยมีคนเปิดประตูให้อย่างสมเกียรติ
“ยินดีต้อนรับค่า” เสียงใสๆ ดังขึ้น สาวน้อยหน้าเหลี่ยม ดั้งแบนแบบชาวอีสานในชุดกิโมโนพากันเรียงแถวต้อนรับ ใบหน้าแจ่มใสทั้งที่เวลาปาไปกว่าค่อนคืน พ่อครัวในชุดขาวสะอาดอีกห้าคนยืนอยู่หน้าตู้กระจก ภายในบรรจุปลาสดนานาชนิดที่เขาและเธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
ห่า แพงแน่ๆ เขาบ่นในใจ ขณะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์ ตกตะลึงไปกับการต้อนรับอย่างพินอบพิเทา ราวกับเป็นกษัตริย์จากต่างแดน ทันทีที่เปิดเมนู ชวนให้รู้สึกเหมือนใครสักคนเอาฝ่าตีนเย็นเฉียบมาถีบหน้า ทั้งสั่นทั้งชา แถมผงะไปข้างหลังเล็กน้อย รายชื่อเมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่น บอกราคาตอนท้าย 600 / 1,600 / 2,000 / 3,500 / 5,500 เฮ้ย บ้าน่า!!!! 8,000 ก็มีด้วยโว้ย
ชายหนุ่มตาค้าง หันไปมองหญิงสาว ยิ่งรู้สึกสงสารกว่า ใบหน้าท่าทางเธอออกอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“อยากกินอะไรสั่งเลย” เขาสะกิดเธอ พวกพ่อครัวพากันยิ้มจนตาหยี จนแอบคิดอยู่เหมือนกันว่า ต้องรู้แน่ๆ ว่าทั้งสองคนกำลังช็อกสุดขีดกับราคาอาหาร คงไม่ใช่คู่แรกที่พลัดหลงเข้ามา
ชายหนุ่มประเดิมสั่งปลาดิบชุดกลาง กระดูกสันหลังปลาไหล ไก่ย่างเสียบไม้ย่างซีอิ๊ว กระเพาะปลาผัดกิมจิ
“เอายำหนวดปลาหมึกสด หอยเชลล์อบเนย แล้วก็อุด้งเย็นด้วยครับ” เขาสั่งอย่างบ้าเลือด ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ขณะแฟนสาวสั่งกุ้งตัวเล็กชุบแป้งทอด และชาเขียวร้อนสองถ้วยเป็นการตบท้าย
ทั้งสองมองหน้ากัน ด้วยความรู้สึกสยดสยองอย่างบอกไม่ถูก ขยับตัวอึดอัดบนเก้าอี้ เมื่อไม่รู้จะทำอะไร เธอหยิบไอโฟนขึ้นมาเช็กอินลงเฟซบุ๊ก เขานั่งจิบชาเขียวร้อน กวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นกำลังสำรวจบ้านผีที่เขาว่าเฮี้ยนนัก
อาหารจานแล้วจานเล่าทยอยมาวางบนโต๊ะ ช่างละลานตาเสียจริง สีสันมันสดใส ดูน่าอร่อยเหลือเกิน ท้องร้องจนหมดแรงแล้ว ก่อนแกะตะเกียบคีบเป็นคำแรก เขากระซิบกับเธอเบาๆ
“กินให้เต็มที่ มื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย คราวหน้าไม่มาอีกแล้วร้านนี้”
ทั้งสองจ้องหน้ากันเขม็ง
ประสบการณ์ดินเนอร์ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดหรูคืนนี้ ช่างซาบซึ้งตรึงใจ รสชาติเลิศเลอเสียจนลืมความอร่อยฉาบฉวยของร้านฟูจิ โออิชิในห้างสรรพสินค้าเสียสิ้น ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องดื่มด่ำให้เต็มที่ เคี้ยวช้าๆ ค่อยๆ กลืนลงคออย่างประณีตบรรจง เหมือนกำลังสร้างงานศิลปะด้วยฟันทั้ง 32 ซี่
อิ่มแล้วเช็กบิล ตัวเลขพุ่งไปถึง 4,750 บาท ใบหน้าชายหนุ่มยังเรียบเฉย แต่รู้สึกเหงื่อไหลในร่องก้นจนเหนียวหนึบหนับ ขณะที่หญิงสาวหน้าซีดยิ่งกว่าปลาดิบที่นอนนิ่งบนก้อนน้ำแข็งในตู้กระจก
Break the Party จบสิ้นกันที หมดตูดอย่างสง่างาม
เขาคิดในใจ สีหน้าเหมือนคนกำลังร้องไห้







