posttoday
บีโอไอหาช่องดันเอกชนไทยไปอาเซียน

บีโอไอหาช่องดันเอกชนไทยไปอาเซียน

04 พฤษภาคม 2556

บีโอไอถกคลังสัปดาห์หน้า เคลียร์ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ เล็งหาช่องช่วยสินเชื่อ แก้ปัญหาภาษีซ้อน เอื้อผู้ประกอบการไทยไปอาเซียน

บีโอไอถกคลังสัปดาห์หน้า เคลียร์ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ เล็งหาช่องช่วยสินเชื่อ แก้ปัญหาภาษีซ้อน เอื้อผู้ประกอบการไทยไปอาเซียน

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าได้นัดหารือกับกระทรวงการคลัง ขอความเห็นเกี่ยวกับร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2556-2560) ทั้งฉบับ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือควรมีการปรับแก้ในข้อใดบ้าง

ที่สำคัญ จะมีการพูดคุยถึงช่องทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนเพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาภาษีซ้อน รวมถึงการนำเงินกลับมาประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยมีกระแสเรียกร้องต้องการให้ภาครัฐให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านเงินทุนสำหรับลงทุนในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้บีโอไอจะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนงบประมาณโดยตรง แต่ก็ได้จัดอบรมหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทยไปต่างประเทศและจัดสัมมนาหัวข้อที่น่าสนใจไปบ้างแล้ว เช่น กฎระเบียบการทำธุรกิจในต่างประเทศ โอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมอบรมแล้ว 2030 ราย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภายในที่คอยให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ผู้สนใจลงทุนด้วย

ขณะเดียวกัน บีโอไอได้ส่งคณะสำรวจไปศึกษาข้อมูลการค้าการลงทุนในกลุ่มอาเซียนบ้างแล้ว และปีหน้าจะตั้งสำนักงานในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ และต้องการข้อมูลด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

สำหรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบการอาจต้องติดต่อกับบีโอไอของแต่ละประเทศเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม บีโอไอมีเครือข่ายบีโอไอทุกประเทศอยู่แล้ว และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้

นายอุดม กล่าวว่า แม้ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่จะกำหนดประเทศเป้าหมายการลงทุนลำดับแรกไว้ 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม และกัมพูชา แต่เชื่อว่าปีแรกจะยังไม่เห็นภาพการเคลื่อนไหวไปลงทุนชัดเจน แต่ภายใน 23 ปีน่าจะมีผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เชื่อว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว จะไม่กระทบต่อการตัดสินใจออกไปลงทุนต่างประเทศมากนัก เพราะเป็นปัญหาระยะสั้น รัฐบาลไม่น่าจะยอมให้เกิดภาวะดังกล่าวนาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการรายเล็กเร่งตัดสินใจไปลงทุนอาเซียนมากนัก ก่อนเข้าไปลงทุนควรเริ่มจากการค้ากับประเทศที่สนใจก่อน เพื่อให้รู้สภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ จากนั้นจึงค่อยศึกษาเรื่องลงทุน ว่าจะลงทุนในรูปแบบใด และต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นหรือไม่

ขณะที่การยื่นขอรับการสนับสนุนการลงทุนในไทยในช่วงหลังจากนี้ น่าจะมีสัดส่วนจากประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ประเทศในอาเซียนที่ยื่นขอมากที่สุด คือ สิงคโปร์ ปีที่ผ่านมามีมูลค่าคำขอมากถึง 20,000 ล้านบาท ตามด้วยมาเลเซีย ซึ่งไตรมาส 1/2556 ยื่นขอรับการสนับสนุนมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท