
ตักสิลาดินแดนแห่งสถูปวัดและพระพุทธรูป
หัวเรื่องคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ วันนี้ เป็นความคิดเห็นของ CEO ทางธรรม
“ว.วชิรเมธี” พบ CEO ทางโลก “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ที่โคจรมาพบกันในงานเสวนา “อ่านสามก๊ก...ถกธรรมะ” ในรายการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ”เนื่องในโอกาสสัปดาห์มาฆบูชาที่ผ่านมา
“ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีออลล์ ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย ได้นิมนต์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่สาธุชนคุ้นเคยกันดีในนาม “ว.วชิรเมธี” พระวิทยากรเผยแผ่พระพุทธศาสนาชั้นแนวหน้าของไทยแห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม มาร่วมเสวนานัดพิเศษในโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ หัวข้อ “อ่านสามก๊ก...ถกธรรมะ” นับเป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งสำคัญระหว่าง CEO ทางธรรม กับ CEO ทางโลกทั้งสองท่านมีความเห็นแตกต่างจากนักอ่านสามก๊กส่วนมาก ที่มักจะเห็นว่าผู้ที่อ่านสามก๊กเกิน 3 จบ คบไม่ได้ เพราะหนังสือสามก๊กเต็มไปด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ หรือศัตรูในรูปแบบต่างๆ คล้ายกับว่าสามก๊กคือตำราพิชัยสงครามเพื่อเอาชนะเท่านั้น
แต่เมื่อทั้งสองท่านอ่านสามก๊ก กลับมีมุมมองที่แปลกออกไปโดยคิดในแง่บวก ด้วยการนำบทบาทของตัวละครมาเทียบกับกิเลสที่มีอยู่ในตัวคน หรือนำมาเทียบกับไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา
เมื่อสรุปทั้งสองท่านมีความเห็นตรงกันว่าอ่านสามก๊กกี่จบก็คบได้
ท่าน ว.วชิรเมธี ยกย่องสามก๊กว่าเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างทางโลกกับทางธรรม ท่านสามารถนำบุคลิกของตัวละครมาอธิบายเป็นธรรมะง่ายๆ ได้อย่างน่าสนใจว่า ชีวิตคนเรานั้นแบ่งเป็นสามก๊กจริงๆ คือ ก๊กโลภ ก๊กโกรธ และก๊กหลง พร้อมยกตัวอย่างตัวละครที่เป็นตัวแทนของ
“ก๊กโลภ” ได้แก่ ลิโป้ ผู้ที่ยอมฆ่าพ่อตัวเองเพียงเพราะความโลภอยากเป็นหัวหน้ากองทัพใหญ่ “ก๊กโกรธ” ได้แก่ เตียวหุย ซึ่งรบชนะมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ต้องมาตายด้วยน้ำมือลูกน้องตัวเอง เพราะใช้ความโกรธสั่งการตลอดเวลา ขณะที่ “ก๊กหลง” นั้นมีอยู่ในทุกตัวละคร ซึ่งล้วนหลงอยู่ในวังวนของลาภ ยศ ทรัพย์สิน อำนาจ และอิสตรีแม้จะเป็นเรื่องราวของการทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ แต่ข้อคิดที่ได้จากสามก๊กไม่ได้มีเพียงมุมของกิเลสเท่านั้น แต่ยังสามารถอธิบายเรื่องของ
“ไตรสิกขา” อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญาได้ด้วยก่อศักดิ์ ซีอีโอแห่งเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งรอบรู้ประวัติศาสตร์
“สามก๊ก” ได้ยกตัวอย่างตัวละครที่มี “ศีล” ได้แก่ กวนอู ผู้ที่โจโฉต้องการตัวไปทำงานด้วยหลายครั้ง แต่เขากลับไม่ยอมไป เพราะมีสัจจะภักดีกับเล่าปี่แต่เพียงผู้เดียว “สมาธิ” ได้แก่ ขงเบ้งผู้สามารถใช้สมาธิในการบริหารงานกองทัพได้เป็นอย่างดี แม้จะมีเรื่องราวต่างๆ คอยกวนใจ “ปัญญา” ได้แก่อาเต๊า ผู้ซึ่งรอบตัวเต็มไปด้วยคนประจบสอพลอ แต่เพราะเขามีปัญญาจึงไม่หลงกลใคร เป็นต้นขณะที่พระนักเทศน์ชื่อดังฉายภาพเรื่องอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นคู่มือของการทำงาน ที่มีตัวอย่างให้เห็นจากตัวละครเอกของเรื่องอย่าง
“เล่าปี่” ด้วยว่าเล่าปี่มี “ฉันทะ” หรือการมีใจรัก เพราะรักและมุ่งมั่นจะเป็นฮ่องเต้ตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังเป็นคนมี “วิริยะ” ใช้ความเพียรพยายามนานกว่า 30 ปี จากชาวบ้านธรรมดาจนได้เป็นผู้ครองประเทศตอนอายุ 60 ปี โดยมี “จิตตะ” คือ ความอุทิศตนถึงแม้จะเป็นใหญ่แล้วแต่ก็ยังลดตัวลงคุกเข่าขอร้องขงเบ้งซึ่งเป็นเพียงคนหนุ่มไร้ผลงาน แต่มีแววความสามารถสูง ให้ยอมมาร่วมงานด้วย และสุดท้ายมี
“วิมังสา” คือ การใช้ปัญญา เพราะเล่าปี่สามารถใช้ปัญญาเริ่มต้นจากคนทอเสื่อขายพัฒนาตนจนเติบใหญ่กลายเป็นผู้นำแผ่นดินได้ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ให้อรรถาธิบายถึงเรื่อง
“กฎแห่งกรรม” ในสามก๊กไว้อย่างน่าคิดว่า ผู้นำในเรื่องสามก๊กล้วนได้รับกรรมดีในชั่วชีวิตหนึ่ง เพราะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายในการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำของแต่ละก๊กได้ทว่าในแง่ของกรรมชั่ว ทุกคนก็ล้วนได้รับพิษภัยจากสงครามอย่างถ้วนหน้าเช่นกัน ไล่เรียงตั้งแต่โจโฉที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในการทำศึก สุดท้ายเกิดอาการทางจิตประสาทจากการฆ่าคนเป็นจำนวนมาก และเสียชีวิตด้วยความตรอมใจ
ขณะที่เล่าปี่ก็แพ้สงคราม ไม่กล้ากลับเมือง จนต้องเสียชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ ส่วนซุนกวน สุดท้ายก็เสียชีวิตแบบศพไม่สวย เช่นเดียวกับกวนอูที่เคยตัดหัวคนไปทั่ว สุดท้ายก็ถูกหลอกไปตัดหัว เป็นต้น
“
สามก๊กไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วจะกลายเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมและเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม แต่ยังมีคุณความดีที่สามารถนำไปเป็นแบบอย่าง จึงขอยืนยันว่าอ่านสามก๊กกี่จบก็คบได้ ถ้าหากใช้ความคิดที่เข้มข้น มองทะลุชีวิตจิตใจคน มองเห็นผลแห่งกรรมที่เป็นไป” ก่อศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายจึงหวังว่าทุกท่านอ่านสามก๊กจบแล้วคงคิดในแง่บวก จิตใจจะได้สบาย ไม่เครียด และมองปัญหาบ้านเมืองได้ทะลุปรุโปร่ง พร้อมกับปล่อยวาง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด







