
ชี้ช่องทุจริตน้ำ 3.5 แสนล.แนะทำแผนแม่บทก่อน
โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ถึงนาทีนี้ ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ยิ่งใกล้วันประมูล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ถึงนาทีนี้ ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ยิ่งใกล้วันประมูล กลุ่มต่างๆ พากันคัดค้านเป็นการใหญ่เพราะห่วงใยว่าจะเกิดการทุจริต
มาตรการต่อต้านที่สำคัญคือการยื่นให้ศาลปกครองเพิกถอนแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมด และขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อสั่งให้รัฐบาลระงับการยื่นซองประมูลในวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งศาลได้เรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายเข้าให้ถ้อยคำทันที เมื่อวันที่ 2 พ.ค.
งานนี้ทุกฝ่ายต้อง ลุ้น หนัก !!!
ขณะที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดเสวนาในหัวข้อ “โปรเจกต์น้ำ 3.5 แสนล้าน ชะลอหรือไปต่อ” โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารจัดการน้ำ และผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม ซึ่งส่วนใหญ่เห็นในทำนองเดียวกันคือให้ชะลอโครงการน้ำออกไปก่อน แล้วให้ทำแผนแม่บทอย่างรอบคอบ
อุเทน ชาติภิญโญ อดีตประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับวีธีการที่ทำอยู่ในขณะนี้ เพราะทีโออาร์ของโครงการนั้นมีการเปิดช่องโหว่การทุจริต เพราะทั้ง 9 แผนงาน 10 โมดูล ไม่เห็นว่าจะมีรายละเอียดการดำเนินการอย่างไร แผนงานใดจะเริ่มก่อนหรือหลังอย่างไร และภายในเวลา 5 ปี จะสามารถดำเนินการได้หรือเสร็จหรือไม่
นอกจากนี้ ที่มาของทีโออาร์ ยังไม่เป็นไปตามขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดราคากลาง การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ หรือการศึกษาความคุ้มค่าของการทุนของโครงการฯ แต่ร่างทีโออาร์ฉบับนี้ร่างด้วยการใช้ความหวาดกลัวของประชาชน เพื่อให้เห็นดีเห็นงามด้วยกับสิ่งที่เขียน โดยมุ่งเน้นการใช้เงินจำนวนมหาศาลเป็นหลัก และเกิดข้อกังขาอีกว่าทำไมการคัดเลือกบริษัทต้องมีเพียง 3 บริษัทในแต่ละแผนงาน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ จึงตั้งคำถามว่ามีการวางตัวบริษัทที่จะได้รับการคัดเลือกไว้แล้วหรือไม่
ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ขอให้สังคมติดตามว่าบริษัทใดจะสามารถยื่นซองเทคนิคและราคาได้บ้าง เพราะหากบริษัทใดยื่นไม่ทันอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการหลบทางให้กัน เพื่อให้แต่ละโมดูลมีการแข่งขันกันน้อยราย และเชื่อว่าโครงการนี้จะลงเอยคล้ายๆ โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่านฯ ที่มีการกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี แต่โครงการไม่สามารถดำเนินการไปได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกกู้ในประเทศเพราะทราบดีว่าเงื่อนไขทีโออาร์แบบนี้ต่างประเทศย่อมไม่ให้แหล่งเงินทุนอย่างแน่นอน
ขณะที่ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการน้ำ แต่กลับเริ่มเข้าสู่กระบวนการทำสัญญา จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ดังนั้นจึงเห็นว่าจะต้องมีการหาคำตอบ คือ ควรมีการทำ Roadmap หรือ แผนแม่บท โดยให้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 1 ปี เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลถึงแสนล้านบาทก็เป็นได้ และไม่ควรชูประเด็นทางการเมืองมาเป็นข้ออ้างถึงการเบิกเงินกู้ก่อนที่จะหมดอายุพระราชกำหนดมาเป็นคำตอบในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ
ทั้งนี้เชื่อว่าจะยังไม่มีการเซ็นสัญญา และจะยื้อกันไปจนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการหาคำตอบที่ดีที่สุดก่อน แต่ถ้ามีการเซ็นสัญญาจริงคงจะมีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างแน่นอน







