posttoday
ที่มา สว. วิกฤตเป็นโอกาส

ที่มา สว. วิกฤตเป็นโอกาส

01 พฤษภาคม 2556

การมีวุฒิสมาชิก (สว.) สรรหาไม่จำเป็นต้องขัดหลักประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มี สว.ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหานั้น เป็นเพราะวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ขาดความเป็นอิสระ ปฏิบัติหน้าที่สนองความต้องการของฝ่ายบริหารที่มีพฤติกรรมมุ่งหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทำให้ประชาธิปไตยซึ่งต้องมีการถ่วงดุลการใช้อำนาจอ่อนแอลงมาก ถึงขนาดเรียกกันว่าเป็น “สภาทาส”

การมีวุฒิสมาชิก (สว.) สรรหาไม่จำเป็นต้องขัดหลักประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มี สว.ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหานั้น เป็นเพราะวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ขาดความเป็นอิสระ ปฏิบัติหน้าที่สนองความต้องการของฝ่ายบริหารที่มีพฤติกรรมมุ่งหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทำให้ประชาธิปไตยซึ่งต้องมีการถ่วงดุลการใช้อำนาจอ่อนแอลงมาก ถึงขนาดเรียกกันว่าเป็น “สภาทาส”

วุฒิสภาต้องมีความเป็นกลางสูง เพราะมีหน้าที่กลั่นกรองทั้งกฎหมายและทั้งคน มีส่วนในการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และแม้กระทั่งประธานศาลสูงอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุด

หาก สว.มาจากการเลือกตั้งแบบที่คล้ายกับการเลือกตั้ง สส. เราก็จะได้คนที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองในสภาผู้แทนฯ และยากที่จะทำตัวให้เป็นอิสระเป็นกลางได้ เพราะต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในระบบเลือกตั้ง ยิ่งมองภาพใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่จะมีการลดขอบเขตของมาตรา 190 (บทความวันที่ 10 เม.ย. 2556) และการแก้ไขมาตรา 68 และ 237 (บทความวันที่ 24 เม.ย. 2556) ก็จะเห็นความชัดเจนของการนำประเทศไทยเข้าสู่เผด็จการรัฐสภา โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มจำนวน สว. จาก 150 เป็น 200 (เท่ากับรัฐธรรมนูญ 2540) จะยิ่งทำให้พรรคเสียงข้างมากมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก และการแก้ไขให้ สว.ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ ได้ก็จะทำให้ สว.เป็นอิสระน้อยลง เพราะอาจพะวงกับคะแนนเสียงที่จะได้ในคราวต่อไป ทั้งนี้ยังเป็นแรงจูงใจให้ สว.ชุดปัจจุบันที่อยากเป็นต่อให้สนับสนุนการแก้ไขครั้งนี้ด้วย

แม้เสียงข้างมากได้ผ่านการแก้ไขวาระหนึ่งไปแล้ว แต่เรายังสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ หากมีการสนับสนุนการแปรญัตติการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกให้เป็นไปตามลักษณะกลุ่มประชากรตามสายอาชีพหรือสถานภาพบุคคล เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มแรงงาน กลุ่มสตรี กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงทะเบียนว่าตนเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

ประชาชนคนหนึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างเอกชนที่มีความพิการ เขาก็จะต้องเลือกว่าอยากได้ สว.แบบใดที่จะมีความหมายสำหรับตัวเขามากที่สุด หากเขารู้สึกว่ารัฐยังดูแลคนพิการไม่ดีพอก็อาจจะลงทะเบียนเลือกตั้งในกลุ่มคนพิการ แต่หากเห็นว่าลูกจ้างเอกชนควรได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นมากกว่า เขาก็จะเลือกลงทะเบียนเป็นลูกจ้างเอกชนหรือกลุ่มแรงงาน ทำนองเดียวกันอาจจะมีเกษตรกรที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เขาก็อาจจะเลือกลงทะเบียนเป็นเกษตรกรหรือเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์ของกลุ่มไหน “อยู่ในใจ” ของเขามากกว่า ทั้งนี้ สมควรให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนการจดทะเบียนกลุ่มประชากรในการเลือกตั้งคราวต่อไปก็ได้

เพื่อให้โอกาสกับผู้สมัครที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางระดับชาติ สมควรให้มีการแนะนำผู้สมัครทางสื่อมวลชนและจัดสรรงบประชาสัมพันธ์ให้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องจำกัดวงเงินทั้งหมดที่ใช้ในการหาเสียงด้วย อนึ่ง เรื่องการศึกษาขั้นต่ำ ขอให้เพียงอ่านออกเขียนได้ก็น่าจะพอแล้ว เพื่อเปิดโอกาสแก่บุคคลพิเศษ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ที่อาจจะจบแค่ประถม 4 เพราะทุกวันนี้ผู้สำเร็จปริญญาทุกระดับมีมากมาย แต่ศักยภาพที่แท้จริงอาจจะไม่สะท้อนใบประกาศนั้นๆ เราจึงควรดูที่ตัวตนและประสบการณ์อันเป็นที่ประจักษ์ของตัวบุคคลมากกว่า

ในส่วนของการ “กลั่นกรองกฎหมาย” สังคมจะได้วุฒิสภาที่มีความหลากหลาย ประชาชนแต่ละคนจะได้ “ตัวแทน” ที่มีมุมมองของเขาในวุฒิสภา ระบบรัฐสภาจะมีความเข้มแข็งและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะเสียงข้างน้อยกลุ่มต่างๆ จะได้รับการฟังมากขึ้น ในส่วนของการ “กลั่นกรองคน” สว.ที่เลือกตั้งจากกลุ่มประชากรมีโอกาสจะเป็นอิสระทางการเมืองมากกว่าที่มาจากการเลือกตั้งตามเขตจังหวัดเหมือนกับ สส.เขต

ทั้งนี้ จำนวน สว.ของแต่ละกลุ่มประชากรจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไปลงทะเบียนในกลุ่มนั้นๆ ถ้ากลุ่มใดมีคนลงทะเบียนน้อยมากก็ต้องไปรวมกับกลุ่มอื่นที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้ได้สัดส่วนสูงพอที่จะมี สว.อย่างน้อย 1 คน จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา เพื่อกำหนดเงื่อนไขและกระบวนการรองรับการเลือกตั้งตามกลุ่มประชากร และต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่นี้ด้วย

ต้องยอมรับว่าหากผู้มีอิทธิพลจะเข้าแทรกแซงระบบใดก็คงหาทางทำได้ระดับหนึ่ง ที่สุดแล้วจึงขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของประชาชน การให้ สว.มาจากการเลือกตั้งตามกลุ่มประชากรน่าจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตื่นตัวมากขึ้น ที่จะเลือกเพื่อประโยชน์ของ “พวกตน” เอง เป็นการถ่วงดุลความคิดของผู้ที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์ หรือ “พรรคพวก” ไม่มากก็น้อย

หากสังคมมาร่วมกันผลักดันให้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเป็นไปตามกลุ่มประชากร ประชาธิปไตยของเราจะเข้มแข็งขึ้น แม้จะไม่สำเร็จในคราวนี้ แต่ก็อาจจะปลุก “ไทยเฉย” หลายๆ คนให้ตื่นขึ้นมาสนใจการเมือง เห็นความหมายที่แท้จริงของคะแนนเสียงของเขาทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท