
พิษบาทเขย่าเก้าอี้ผู้ว่าธปท.
ครม.ถกลับ หารือแก้ไขปัญหาค่าบาทแข็ง สุดท้ายโยนความผิดให้ผู้ว่าการ ธปท.
ครม.ถกลับ หารือแก้ไขปัญหาค่าบาทแข็ง สุดท้ายโยนความผิดให้ผู้ว่าการ ธปท.
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ ได้มีการหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าจนทำให้การส่งออกชะลอตัวลง แต่หลังการประชุมจบลงทางกระทรวงการคลังได้ขอประชุมลับต่อ โดยให้ข้าราชการออกจากห้องประชุมทั้งหมด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ย 0.25-0.5% ซึ่งได้รับคำตอบว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะ ธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ย และระบุว่าการเมืองไม่ควรแทรกแซงเรื่องนี้ หากจะลดดอกเบี้ยเพื่อให้เงินร้อนหยุดไหลเข้าจะต้องลดอย่างน้อย 1%
“ที่ประชุมจึงถามว่า การให้ผู้ว่าการ ธปท.พ้นจากตำแหน่งจะต้องทำอย่างไร ได้รับการชี้แจงว่ามี 2 ทาง คือ บอร์ด ธปท.ให้ออก และ ครม.ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่เมื่อมีการถามว่า แล้วใครจะเสนอ ครม. ปรากฏว่าไม่มีคำตอบ” แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผย
สำหรับการประชุม ครม.ในช่วงที่ไม่ได้หารือเป็นเรื่องลับ ทางกระทรวงการคลังได้รายงานผลการหารือมาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท โดย
มีการยกตัวอย่าง เช่น เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาจะต้องอยู่ในประเทศในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ อาทิ 3 เดือนหรือ 6 เดือน หากเงินทุนที่ไหลเข้ามาแล้วไหลออกก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะต้องมีมาตรการจัดการที่ชัดเจน แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายตราสารหนี้“การดูแลค่าเงินบาทต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ก็คืออัตราดอกเบี้ย หากกนง.ไม่การลดดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยในอัตราที่น้อยและไม่สามารถสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ กระทรวงการคลังและธปท.จะต้องหารือกันในการออกมาตรการจัดการกับเงินทุนไหลเข้า”แหล่งข่าวระบุ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รมว.คลังรายงานความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้ ครม.ทราบ รวมทั้งการส่งหนังสือถึงประธานกรรมการ ธปท.ไปก่อนหน้านี้ และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ส่งจดหมายฉบับที่ 2 ถึงนายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการ ธปท. สอบถามว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดการไหลเข้าของเงินทุนหรือไม่ การดูดซับสภาพคล่องการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท.หรือไม่ และให้นำข้อเสนอที่ได้หารือร่วมกันเมื่อ3 หน่วยงาน วันที่ 26 เม.ย. ขึ้นมาที่เห็นตรงกันว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเริ่มมีผลกระทบผู้ส่งออกแล้วให้ที่ประชุม กนง. วันนี้ (30 เม.ย.) พิจารณา
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ผู้ว่าการ ธปท. ตอบกลับมาว่า ได้สอบถามผู้ประกอบการพบว่าส่วนใหญ่ปรับตัวให้สอดรับกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องแล้ว และ ธปท.ยืนยันว่าหากค่าบาทขึ้นแตะระดับ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจไทยยังจะสามารถเติบโตได้ 4% และที่ผ่านมา ธปท.ใช้มาตรการตักเตือนด้วยวาจาให้ดูแลค่าบาทอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือว่ามีการดูแลติดตามค่าเงินบาทได้ดีอยู่แล้ว และระหว่างนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)อยู่ระหว่างหารือมาตรการเหมาะสมออกมาช่วยเหลือ
นายอารีพงศ์ ระบุว่า ผู้ว่าการ ธปท.ยังตอบว่า เงินทุนไหลเข้าส่วนใหญ่เป็นเงินที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สูงกว่าไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ถึง 8 เท่า การลดดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ช่วยลดอัตราการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดพันธบัตรลดลงขณะที่เงินทุนไหลที่เข้าตลาดพันธบัตรอยู่ที่ 4,0005,000 ล้านบาท และเป็นการลงทุนทางตรง แต่ก็ยอมรับว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ต่างชาติลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวนมาก “ธปท.ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการรับภาระดูดซับสภาพคล่องเงินทุนไหลเข้าเพื่อดูแลค่าเงินบาทจำนวน มาก จนทำให้ฐานะทางบัญชีสะสมของ ธปท.เดือนเม.ย.ติดลบจำนวนมาก และธปท.ชี้แจงว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ช่วยลดอัตราการไหลเข้าของเงินทุนในตลาด พันธบัตรลดลง”นายอารีพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯธปท.ยกตัวอย่างว่า จากตัวเลขในหลายประเทศ พบว่า หลังมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วยังมีเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรจำนวนมากเช่นเดิม และ ธปท.กังวลว่าสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์จะเร่งตัวขึ้นจนเกิดภาวะฟองสบู่
อย่างไรก็ดี ในวันนี้ นายกฯ เรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจเพื่อหารือเรื่องค่าเงินบาทอีกครั้งหากภาครัฐต้องการให้ลดดอกเบี้ยนโยบายจะมีปัญหาต่ออัตราสินเชื่อขยายตัวและเติบโตสูงขึ้น
โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเร่งปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินพาณิชย์มีระบบควบคุมสินเชื่อได้เพียง 40% เท่านั้น และระหว่างนี้ กนง.อยู่ระหว่างหารือมาตรการเหมาะสมออกมาช่วยเหลือ
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการและการส่งออกให้สามารถเดินต่อไปได้
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานครม.ว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาปีนี้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าปรับตัวลดลงและจะส่งผลให้การส่งออกประเทศเติบโตเพียง 4% เท่านั้น หากคำนวณตัวเลขจากค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนและแข็งค่ามากที่สุด ซึ่งจะทำให้การส่งออกทั้งปีต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 9%
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีมาตรการดูแลค่าเงินบาท โดยจะไม่มีการกู้เงินจากต่างประเทศโดยไม่จำเป็น และให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเร่งชำระหนี้ที่เป็นเงินกู้ต่างประเทศทันที เพื่อทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออกตลอดจนการลงทุนโครงการต่างๆในประเทศ และรัฐบาลได้ปรับลดภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนแล้ว
รายงานข่าวจากที่ประชุมครม. เปิดเผยว่า การประชุมลับเรื่องค่าเงินบาท โดยมีการสอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ธปท.ลดดอกเบี้ย 0.250.50% ซึ่งได้รับคำตอบว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ย โดยธปท.ระบุว่าการเมืองไม่ควรแทรกแซง นอกจากนี้ หากจะลดดอกเบี้ยต้องลดอย่างน้อย 1% เพื่อหยุดการไหลเข้าของเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศให้ได้
“ที่ประชุมจึงถามว่า การให้ผู้ว่าฯ ธปท.พ้นจากตำแหน่งจะต้องทำอย่างไร ได้รับการชี้แจงว่ามี 2 ทางคือ บอร์ดธปท.ให้ออก และครม.ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่เมื่อมีการถามว่า แล้วใครจะเสนอครม. ปรากฎว่าไม่มีคำตอบ”







