
การพูดคุยสันติภาพในสถานการณ์ใหม่
การที่ขบวนการบีอาร์เอ็นประกาศข้อเสนอของตนเองผ่านยูทูบ ได้ส่งผลสะเทือนต่อสถานการณ์สันติภาพ
โดย...ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ศูนย์เฝ้าระวังสานการณ์ภาคใต้
การที่ขบวนการบีอาร์เอ็นประกาศข้อเสนอของตนเองผ่านยูทูบ ได้ส่งผลสะเทือนต่อสถานการณ์สันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการต่อสู้เพื่อปาตานีที่กำลังเดินไปในระยะเริ่มต้นขณะนี้ มีข้อสังเกตที่น่าพิจารณาดังต่อไปนี้
1.การชิงการนำทางการเมือง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการชิงการนำในทางการเมืองของบีอาร์เอ็น ด้วยการเสนอประเด็นใน “การเจรจา” ที่ไม่ใช่การพูดคุยในแบบที่ภาษามลายูเรียกว่า “บีจารา” ข้อเสนอที่เป็นเงื่อนไขของการพูดคุยได้ถูกหยิบยกขึ้นมา กลายเป็นรูปแบบใหม่ในเนื้อหาของ “การเจรจา” ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องการให้มาเลเซียมีฐานะเป็นคนกลางผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย (Mediator) ในวงเจรจาจะต้องมีผู้สังเกตการณ์ที่มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียน โอไอซี และเอ็นจีโอ ต้องมีการยอมรับ “การนำ” ของฝ่ายบีอาร์เอ็นในวงเจรจา มีข้อเรียกร้องการปล่อยนักโทษคดีความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องยอมรับว่าบีอาร์เอ็นไม่ใช่พวกแบ่งแยกดินแดน หากแต่เป็น “ผู้ปลดปล่อย”
2.การท้าทายบทบาทของมาเลเซีย
ในอีกด้านหนึ่ง การนำเสนอในครั้งนี้นับเป็นการแสดงให้เห็นในทางสัญลักษณ์ของความพยายามชิงการนำจากอิทธิพลของมาเลเซีย ตามที่ก่อนหน้านี้มีการอ้างว่าพวกเขาถูกบังคับฝืนใจให้มาเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ เพราะบีอาร์เอ็นกล้าชิงเสนอข้อเสนอของตนเองต่อสาธารณชนก่อนวันประชุมวันที่ 29 เม.ย. ซึ่งเมื่อพิจารณาจากทีโออาร์ ในตอนแรกกำหนดว่าจะต้องส่งผ่านมาเลเซียซึ่งเป็นประธานฝ่ายเลขานุการการประชุมเท่านั้น และในเงื่อนไขดังกล่าวทำให้การพูดคุยรวมทั้งข้อเสนอในการสนทนาเป็นความลับ แต่การปฏิบัติการครั้งนี้ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองต่อทั้งทางการไทยและทางการมาเลเซีย
3.แสดงความพร้อมและเป็นมืออาชีพ
เนื้อหาสำคัญของข้อเสนอสะท้อนว่าการนำเสนอของบีอาร์เอ็นมีความเป็นมืออาชีพมาก โดยที่พยายามยกระดับการพูดคุยธรรมดา (Dialogue) หรือขั้นการเตรียมการก่อนการเจรจา (Prenegotiation) ให้กลายเป็น “การเจรจา” (Negotiation) โดยที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดเกมส์ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีแผนที่เดินทาง หรือ Roadmap ล่วงหน้าดีกว่าฝ่ายรัฐไทยที่เดินเป็นขั้นๆ ตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และยังดูคล้ายกับจะมีท่าทีที่สับสน แต่ ณ เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายชี้ขาด เพราะเป็นการเผชิญหน้ากันในเวทีการพูดคุยสันติภาพ หรือ “บีจาราดามัย” ซึ่งต้องเตรียมตัวและวางแผนที่ดีกว่านี้ ฝ่ายรัฐไทยอาจจะต้องปรับปรุงยุทธวิธีให้มีความพร้อมในทางวิชาการและเทคนิคมากขึ้น
4.ใครติดกับดักกระบวนการสันติภาพ?
เป็นความจริงที่ว่าการที่บีอาร์เอ็นเปิดตัวในทางการเมืองรอบใหม่ครั้งนี้ เป็นเสมือนการรุกทางการเมืองที่น่าหวาดหวั่นและอย่างไม่คาดฝัน ด้วยการสร้างความประหลาดใจทางการเมือง (Political Surprise) ในเชิงรุก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่ควรมองข้ามว่านี่ถือเป็นการ “ติดกับดัก” ของกระบวนการสันติภาพบีอาร์เอ็นได้พาตัวเองก้าวล่วงเข้าไปสู่อาณาบริเวณที่เรียกว่า “พื้นที่กลาง” อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ด้วยการประกาศตนผ่านยูทูบให้เห็นหน้าเห็นตัวจริงอย่างเปิดเผยในนามของ “บีจาราดามัย” (Bicara Damai, สันติสนทนา) ในที่นี้ความหมายก็คือ ขบวนการบีอาร์เอ็นแสดงตัวต่อสาธารณะว่ายอมแสดงตนและผูกมัดตัวเองต่อกระบวนการสันติภาพอย่างเปิดเผยในพื้นที่กลางแล้ว
5.พื้นที่กลางในการสร้างสันติภาพ
ในกรณีดังกล่าว บทบาทของ “พื้นที่กลางในการสร้างสันติภาพจากคนใน (Insider Peacebuilders Platform : IPP) จึงมีความหมายและมีบทบาทมากยิ่งขึ้น กล่าวในอีกแง่หนึ่งการแสดงตัวของบีอาร์เอ็นในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ภาคประชาสังคมและคนในพื้นที่กลางที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้กำลังจะมีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น ปัญหาก็คือในสถานการณ์อันท้าทายเช่นนี้ พื้นที่กลางนี้จะสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเองได้หรือไม่ การชุมนุมของสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้และเครือข่ายครั้งใหญ่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นพลังที่กำลังเติบโตดังกล่าว ภาคประชาสังคมจะรักษาและขยายพลังของตนเองได้อย่างไรเพื่อเป็นพลังในพื้นที่กลางที่แท้จริง เป็นคำถามที่ท้าทายมากในขณะนี้ เพื่อถ่วงดุลกับความรุนแรงของทุกฝ่าย และเป็นตาข่ายนิรภัย (Safety Net) ของกระบวนการสันติภาพที่ยังเปราะบาง
6.การเข้าร่วมในระบบที่ซับซ้อนและผกผัน
พื้นที่กลางในกระบวนการสันติภาพเป็นระบบสังคมขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนและคุณภาพขององค์ประกอบส่วนย่อยๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของระบบใหญ่ทั้งระบบ ดังนั้นปรากฏการณ์หนึ่งๆ ของระบบย่อยไม่อาจจะเข้าใจด้วยตัวมันเอง ต้องดูที่ปรากฏการณ์ในส่วนประกอบอื่นทั้งหมดของระบบใหญ่ด้วย เพื่อให้เกิดกระบวนการดังกล่าว เวทีสร้างสันติภาพจึงต้องมีการ “เปิดพื้นที่กลาง” ด้วยการผสมผสานจากทุกฝ่ายเพื่อสร้างระบบแห่งสันติภาพอันเป็นระบบผสมแบบพันทาง (Hybridity) ในพื้นที่ทางสังคม และในระบบนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “สภาพแวดล้อมในการสร้างสำนึกแห่งอัตวิสัยร่วมกัน” (Intersubjective milieu) ขึ้น เมื่อใครเข้ามาอยู่ในพื้นที่กลางนี้แล้ว ทุกคนทุกฝ่ายก็จะตกอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกทางอัตวิสัยทางสังคม ขบวนการต่อสู้เพื่อ “ปลดปล่อย” ปาตานี หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นใดก็ตาม เมื่อเข้าสู่อาณาบริเวณนี้ก็จะต้องตกอยู่ภายใต้กระบวนการดังกล่าวด้วยเช่นกัน
7.การเปลี่ยนความขัดแย้ง
สิ่งที่เราคาดหวังให้เกิดขึ้นในท้ายที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นและนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ โดยที่คนในกระบวนการนี้ถูกปรับความรู้สึกภายในของตนให้เข้ากับโอกาสในการเปลี่ยนความคิดความเชื่อ พฤติกรรม และมีการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นภายในกระบวนการสันติภาพ ที่สำคัญก็คือ กระบวนการนี้อาจจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง อาจจะผกผันหันเหไปบ้างในระหว่างทาง แต่ท้ายที่สุดถ้ามันเดินไปได้ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ ไม่มีการทำลายกันหรือใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย ในสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขดังกล่าวพวกเขาจะผ่านการปรับความรู้สึกของตัวเอง และจะหันมา “เลือก” ใช้วิธีการทางการเมืองที่ไม่ใช่ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
8.การสนทนาภายในขบวนการ (และแนวร่วม)
นอกจากนี้ การแสดงตัวของผู้นำบีอาร์เอ็นในพื้นที่สาธารณะเพื่อยืนยันข้อเรียกร้องทางการเมืองของตน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพูดคุยภายในของตนเองด้วย เพราะภายในกลุ่มพวกเขาอาจจะมีความระแวงสงสัยและความไม่ลงรอยทางความคิดในเรื่องการพูดคุยสันติภาพในครั้งนี้ ในระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้นอาจจะมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่การที่กลุ่มผู้นำบีอาร์เอ็นที่เข้าร่วมการพูดคุยประกาศตัวและจุดยืนของตนเองอย่างเปิดเผย อาจเป็นการสื่อสารทางการเมืองภายในพวกเขาเองด้วยเช่นกัน เพื่อให้คลายความสงสัยข้องใจ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าร่วมสันติภาพอย่างเป็นทางการ สะท้อนว่าพวกเขาอาจจะกำลังทำ “บีจารา” ภายในกลุ่มของตัวเองและแนวร่วมอีกด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะยิ่งยืนยันให้เห็นความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพที่มีพลังดึงดูดให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการปรับตัวภายใน ปรากฏการณ์ซับซ้อนที่ดูเหมือนจะสับสน แต่ก็ดูคล้ายจะเป็นระบบ จะกลายเป็นกระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสถานการณ์ในท้ายที่สุด
สิ่งที่จะต้องทำก็คือ “ให้โอกาสกับสันติภาพ” ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพมีโอกาสได้ทำงานของตนเองต่อไป ไปจนกระทั่งกระบวนการนี้มีพลังอำนาจและความชอบธรรมเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง และนำพาสันติสุขและความยุติธรรมกลับมาสู่ดินแดน “ชายแดนใต้/ปาตานี” แห่งนี้







