
อาเซียนร้อน ต่างชาติจ่อทึ้งตลาดสินทรัพย์
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ดูจะเป็นเป้าหมายเปี่ยมเสน่ห์อันดับต้นๆ ที่นักลงทุนเชื่อมั่น
ยืนยันได้จากผลสำรวจนักลงทุนต่างชาติ โดยอีโคโนมิสต์ อินเทลเลเจนซ์ ยูนิต ในออสเตรเลีย ที่ระบุว่า เป้าหมายอันดับ 1 ที่จะไปลงทุนในปีนี้คืออาเซียน โดยเฉพาะในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ
เพราะอาเซียนมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งปริมาณประชากรที่มีกำลังในการบริโภคและการทำงานมากกว่า 600 ล้านคน หรือมูลค่าการค้าระหว่างกันที่สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ 68% ของนักลงทุนจาก 730 สถาบันทั่วโลก เชื่อว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงพลังงานและน้ำมันที่ถูกลงจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอาเซียน ถึงขั้นที่อาจเป็นคู่แข่งของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เนื่องจากอาเซียนยังมีความได้เปรียบในเรื่องแรงงานคน ขณะที่ 54% เห็นว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนจะเผื่อแผ่อานิสงส์มายังอาเซียนจนทำให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ
ยิ่งกว่านั้น 53% ยังคาดว่าผลตอบแทนในตลาดหุ้นอาเซียนจะปรับสูงขึ้นจากปีก่อนขณะที่การคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาคเอเชียโดยรวมปีนี้ ยกเว้นญี่ปุ่น น่าจะเติบโตได้ดีถึง 6.2% ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับสหรัฐ และสวนทางกับการเติบโตของสหภาพยุโรป (อียู) ที่คาดว่าจะหดตัว 0.4%
อาจเรียกได้ว่าด้วยแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่องทางโอกาสในการลงทุนของหลายประเทศในอาเซียน เช่น ภาคการคมนาคม โทรคมนาคม และการสาธารณสุขในเวียดนามหรือเมียนมาร์ ได้ส่งผลสำคัญให้นักลงทุนยังคงความเชื่อมั่นและหลั่งไหลมาลงทุนในภูมิภาคแห่งนี้มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขเงินทุนที่ไหลเข้ามาภายในภูมิภาคในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นหลายประเทศในอาเซียนต่างปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงปิดตลาดเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ดัชนีสเตรทไทม์สของตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับขึ้นอีก 0.3% มาอยู่ที่ 3,348.87 จุด ทำให้ตลอดสัปดาห์ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับขึ้นถึง 1.74% นับเป็นการเพิ่มที่สูงที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ดัชนีเซตอินเด็กซ์ของไทยในช่วงเดียวกันเพิ่ม 2.4% กลายเป็นประเทศที่มีความเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดในอาเซียน
ทว่า แม้กระแสเงินทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนจะทำให้บรรยากาศการลงทุนคึกคัก กระนั้นบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาเตือนให้หลายฝ่ายตระหนักดีว่า หากละเลยไม่ใส่ใจในเงินที่ไหลเข้ามาอาจส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ
ต้องไม่ลืมว่าปริมาณเงินลงทุนโดยตรงส่วนใหญ่จากต่างชาตินิยมเข้าไปเก็งกำไรหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในตลาดหุ้น ตลาดเงิน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยืนยันได้จากปริมาณเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ที่เงินส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของประเทศนั้นๆ
ขณะเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขของสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกโรงเตือนว่ามาตรการเดิมๆ ที่เคยใช้มาในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ธาร์มัน ชานมูการัตนัม รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ กล่าวในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาที่บรูไน ว่า อาเซียนจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อจัดการรับมือในรูปแบบที่ต่างออกไป และต้องให้มั่นใจว่านโยบายที่นำมาใช้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ของภูมิภาค
ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือเป็นชาติอันดับต้นๆ ในอาเซียนที่ออกมาตรการคุมทุนไหลเข้า ด้วยการเก็บอากรแสตมป์จากการซื้อขายที่อยู่อาศัยหลังที่สองของชาวต่างชาติและภาคเอกชนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ โดยเป็นมาตรการเดียวกันกับที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกงนำมาใช้ก่อนหน้า โดยสิงคโปร์เรียกเก็บในอัตรา 15% ของราคาซื้อซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมซึ่งอยู่ที่ 10%
ขณะที่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังพบว่าภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้านและที่ดินเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขการกู้ยืมและการลงทุนปรับตัวสูงขึ้นถึง 18.9% หรืออยู่ที่ 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 พร้อมกันนี้ ยังประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากพิเศษจาก 2.5% เป็น 2% ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ของปี เพื่อให้กองทุนต่างชาติไหลเข้าไปลงทุนในตลาดอื่นแทน
ทั้งนี้ แม้ข้อมูลจากอาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ต จะแสดงให้เห็นว่าเงินไหลเข้าอาเซียนได้ผ่อนคลายขึ้น โดยเงินไหลเข้าในเดือน มี.ค. ลดลงอยู่ที่ 933 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 1,110 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนก่อนหน้า แต่ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังคงอัดเงินเข้าระบบ อาเซียนก็ยังต้องรับมือกับกระแสเงินทุนมหาศาลที่จะเข้ามา โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่คาดกันว่าจะเป็นเป้าหมายรายใหญ่ เพราะยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนไหลเข้าในหมู่ประเทศที่เอ่ยถึงข้างต้น
ทว่า ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งแย้งว่า อาเซียนควรใช้มาตรการคุมทุนไหลเข้าอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเข้มงวดมากเกินไปก็อาจตัดโอกาสผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตก้าวหน้าขึ้น
ขณะเดียวกัน หากสามารถจัดการรับมือได้ลงตัวแล้ว อาเซียนย่อมสามารถเป็นฝ่ายกอบโกยผลประโยชน์เข้าประเทศได้เช่นเดียวกัน







