posttoday
ลดดอกเบี้ยอุ้มบาท ภาระหนักอึ้งบนบ่า ธปท.

ลดดอกเบี้ยอุ้มบาท ภาระหนักอึ้งบนบ่า ธปท.

30 เมษายน 2556

ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า หน้าที่ในการตัดสินใจใช้เครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปได้ถูกโยนใส่มือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเรียบร้อย

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า หน้าที่ในการตัดสินใจใช้เครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปได้ถูกโยนใส่มือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเรียบร้อย

แม้ขณะนี้ค่าเงินบาทจะเริ่มเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 29.36 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว จากเดิมที่แข็งค่าไปทดสอบ 28.56/82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าแข็งค่าไปร่วม 6.28% นับจากต้นปี

แต่ไม่ได้หมายความการอ่อนค่าลงมาในรอบนี้จะมีเสถียรภาพแต่อย่างใด

หากแต่เกิดขึ้นจากการร่วมหารือของรัฐบาล และ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ อย่างกระทรวงการคลัง ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึง 2 ครั้ง 2 คราภายในช่วงวันที่ 25 และ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาวิธีการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า

จนนำมาซึ่งกระแสข่าวว่าจะมีมาตรการควบคุมเงินทุนระยะสั้นที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์โยกย้ายถ่ายเทเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ผลการหารือยังไร้ข้อสรุปอะไรที่ชัดเจน และไม่มีการยืนยันว่าจะออกมาตรการมาดูแลเงินทุนต่างชาติไหลเข้าในตลาดพันธบัตร (บอนด์) หรือไม่

แต่ที่ประชุม 3 หน่วยงานได้เห็นร่วมกัน ด้วยการมอบหมายให้ ธปท.นำข้อหารือและข้อวิตกกังวลของรัฐบาลไปมอบให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาตัดสินใจว่าจะลดดอกเบี้ยลงมาดูแลค่าเงินหรือไม่ หรือจะใช้วิธีการใดมาดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน

ย่อมเป็นการมัดมือมัดเท้า ธปท. และ กนง. ให้ตัดสินใจออกมาตรการมาดูแลหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าเกินกว่าภูมิภาคอยู่เช่นนี้

ถึงขนาดเปิดทางออกให้ว่า หากไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่ 2.75% เพราะคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย กนง.ก็จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นมาเสริมแทน

ถ้อยแถลงของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ระบุว่า “ได้มีการปรึกษาหารือถึงข้อดีของการลดดอกเบี้ย ความเสี่ยง และผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง ธปท.และ กนง. จะนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ประชุมร่วมกันไปปรึกษาในที่ประชุม และเป็นหน้าที่ของ กนง.ในการตัดสินใจ โดยผู้ว่าการ ธปท. และรองผู้ว่าการ ธปท. ทั้งสองท่าน จะรับเอาข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาให้รอบคอบในการประชุม กนง. แต่หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% ก็ยังมีความเสี่ยง การมีมาตรการอื่นเสริมเป็นเรื่องจำเป็น”

บ่งชัดเจนว่า ภาระหน้าที่ในการตัดสินใจดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งในการดูแลเงินบาทแข็งค่าเป็นหน้าที่ของ ธปท.เท่านั้น

เพราะทางกระทรวงการคลังยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ใช้เครื่องมือหรือมาตรการที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากหันกลับมาดูเครื่องไม้เครื่องมือของ ธปท.ที่ใช้ดูแลเงินบาทแข็ง ย่อมหนีไม่พ้น

หนึ่ง ยอมจำนนด้วยการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันที่ 2.75% แม้ว่าตัวเลือกนี้เป็นไปได้น้อย เนื่องจาก ธปท.และ กนง. กังวลต่อภาวะฟองสบู่ เพราะหากดอกเบี้ยต่ำลงถึงจะมีผลดีทำให้ต้นทุนการกู้เงินต่ำลง แต่ก็ทำให้ผลตอบแทนเงินฝากต่ำลงด้วย อาจจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายกันมากขึ้น จนทำให้ราคาสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว เกิดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเงินเฟ้อสูงขึ้น จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่ใช่ว่าแนวทางนี้จะเป็นไปไม่ได้

อย่าลืมว่า แรงกดดันอย่างหนักของฝ่ายการเมือง คือต้องการให้ลดดอกเบี้ยลงมา

เป้าหมายหลักเพื่อทำให้ส่วนต่างของกำไรจากการเก็งกำไรค่าเงินบาทลดลง ลดการยั่วยวนใจของเงินนอกที่มาแสวงหาส่วนต่าง

เป้าหมายรองของการลดดอกเบี้ย นั่นหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลที่มีอยู่จำนวนมหาศาลจากนโยบายกู้เงินก้อนมหึมาของรัฐบาล ทั้ง พ.ร.บ.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.บ.กู้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และเงินกู้จากการขาดดุลงบประมาณมาใช้ในโครงการประชานิยมอีกเพียบ ย่อมลดลงตาม

ผลข้างเคียงอีกอย่างที่มีการซุบซิบกันหนักในวงการเงิน คือ การลดดอกเบี้ยลงมาย่อมทำให้คนที่ทำธุรกิจกันอยู่ในตลาดหุ้น ตลาดทุน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตีปีกดี๊ด๊าในการหากำไรเข้ากระเป๋าตัวเองและบริษัทที่เป็นฐานทุน

ถ้าตัดสินใจว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยลงมาก็ต้องใช้มาตรการที่สอง นั่นคือการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนแข็งค่าเร็วจนสร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

วิธีการนี้จะทำให้ ธปท.มีต้นทุนที่สูง หากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าไปทิศทางเดียวก็จะกลายเป็น ธปท.เข้าไปฝืนกลไกตลาดหรือสู้ค่าเงิน ซึ่งน่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

ที่ผ่านมาจึงไม่เห็น ธปท.ใช้วิธีนี้มากนัก ไม่ว่าการแทรกแซงผ่านตลาดซื้อขายและส่งมอบทันที (Spot) หรือตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Forward) เพราะอีกด้าน ธปท.ก็ต้องการดูแลงบดุลไม่ให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่งบดุลของ ธปท.มีการขาดทุนสะสมจำนวนมหาศาล 4 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว

วิธีการที่สาม คือ การเก็บสำรองเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น อย่างที่เคยทำมาในอดีต เช่น เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาระยะสั้น 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือต่ำกว่า 1 ปี ต้องหักสำรองเอาไว้ก่อน เข้ามา 100 บาท หักไว้ 30 บาท สามารถนำไปบริหารหาผลตอบแทนในไทยได้เพียง 70 บาท เป็นต้น แต่หากอยู่ลงทุนนานกว่ากำหนดก็จะคืนเงินที่หักไว้

อย่างไรก็ตาม มาตรการ 30% นี้ เคยส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นของไทยอย่างรุนแรง จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่ ธปท.จะนำมาประกาศใช้

วิธีที่สี่ คือ การออกมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตร หรือตลาดตราสารหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาในการลงทุน นักลงทุนต่างชาติรายใดเข้ามาสั้นกว่ากำหนดก็อาจจะมีการเสียค่าธรรมเนียมในการนำเงินออก เป็นต้น

แนวทางนี้มีการทำกันบ้างแล้วในหลายประเทศ นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนน่าจะยอมรับได้ระดับหนึ่ง หรือไม่ ธปท.ก็อาจจะกำหนดมาตรการเบาไปหาหนัก คือ ให้มีการรายงานเงินทุนไหลเข้ามาลงทุน เพื่อกำหนดแนวทางในการคุมเงินเข้าและออก หากรายใดออกก่อนเกณฑ์ที่กำหนดก็อาจจะพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียม ก่อนที่จะกำหนดมาตรการหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปราบนักลงทุนว่า หากยังมีการเก็งกำไรหรือเข้ามาลงทุนสั้นเกินไปไม่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ธปท.ก็จำเป็นต้องพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียม

นี่คือมาตรการที่น่าจะเห็นผลที่สุดในการดูแลตลาดเงินไม่ให้ผันผวนมากนัก

ที่สำคัญการผูกโบเงินที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้เช่นนี้จะเกิดผลดีต่อตลาดทุน ตลาดหุ้น โดยอัตโนมัติ เพราะเงินทุนไหลเข้าที่ต้องการหากำไรจากค่าเงินและผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดสหรัฐจะหันไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นฟูฟ่องและความรู้สึกของประชาชน นักลงทุน ดีขึ้น

เพียงแต่มาตรการนี้ ธปท.ต้องเป็นผู้ดำเนินการในการกำหนดค่าธรรมเนียม มิใช่กระทรวงการคลัง

ทางออกสุดท้ายที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่มีผลต่อตลาดน้อยมาก คือ มาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการสกัดเงินทุนไหลเข้า เช่น การเพิ่มการผ่อนคลายเงินทุนไทยไหลไปลงทุนต่างประเทศ จากปัจจุบันที่ ธปท.ทยอยผ่อนผันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ซึ่งมาตรการนี้เป็นการเปิดท่อขาเข้า กับท่อขาออก ให้สมดุลกัน เพียงแต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าจำนวนนักลงทุนในประเทศที่จะขนเงินออกไปลงทุนกับเงินร้อนที่พร้อมทะลักเข้ามานั้นไม่สัมพันธ์กันแม้แต่น้อยนิด เพราะขนาดประเทศไทยและจำนวนคนรวยในเมืองไทยน้อยกว่าเงินร้อนที่ท่วมโลกอยู่มหาศาล

นี่คืออาวุธที่ ธปท.มีอยู่ในมือที่จะนำไปสู้กับค่าเงินบาทที่แข็งค่า

แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจใช้แนวทางใด ธปท.ต้องตัดสินใจอย่างแน่นอน ส่วนผลข้างเคียงต้องไปแก้ไขกันภายหลัง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์