
เป้าหมายที่ท้าทาย
ในการประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันและแก้ปัญหาการส่งออกที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนมีความเห็นตรงกัน
ในการประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันและแก้ปัญหาการส่งออกที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนมีความเห็นตรงกันว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างชัดเจน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ในฐานะดูแลภาคการส่งออก ยอมรับว่าหากไม่มีมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบ การส่งออกปีนี้คงจะไม่สามารถเติบโตในอัตราร้อยละ 8-9 ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่คงจะขยายตัวได้ราวร้อยละ 5 เท่านั้น
ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องออกมาตรการช่วยเหลือที่เป็น “ยาแรง” ซึ่งรวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% และมาตรการกันสำรอง 30% อีกทั้งจะทำหนังสือแสดงความกังวลเรื่องพิษค่าเงินบาทต่อภาคการส่งออกไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งกระทรวงพาณิชย์และเอกชนเห็นพ้องกันว่าจะยังคงเป้าหมายการส่งออกไว้ตามเดิมก่อน เนื่องจากยังมีความหวังให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าให้จนกว่าจะมีการประชุมทบทวนสถานการณ์ส่งออกและตลาดส่งออกร่วมกับทูตพาณิชย์ในวันที่ 22 พ.ค.
การเคลื่อนไหวของภาคเอกชนและอาการรับลูกของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ มองในแง่ดีก็ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะ “พุ่งชน” เป้าหมายการส่งออกที่อาจกล่าวได้ว่า “ท้าทาย” ในภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนเช่นในปัจจุบัน แต่หากทบทวนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนผู้ส่งออกที่ผ่านๆ มา จะเห็นได้ว่ามีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวต่อสัญญาณการแข็งค่าของค่าเงินบาทและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงอย่างค่อนข้างจำกัดและเพิ่งจะออกมายอมรับเรื่องการส่งออกที่อาจจะต่ำกว่าเป้าหมาย
ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจซบเซาในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้ง ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป หรือแม้แต่สหรัฐ เป็นเรื่องที่รับรู้กันมาโดยตลอด ซึ่งน่าจะสามารถคาดการณ์ถึงความต้องการสินค้าที่ลดลงในตลาดเหล่านั้นได้
อีกทั้งสถานการณ์นั้นอาจสถานการณ์ในประเทศเหล่านั้น ส่งผลกระทบต่อการไหลเข้าของเงินมายังประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจยังมีการเติบโต ผู้เกี่ยวข้องกับภาคส่งออกจึงควรต้องปรับตัวและเคลื่อนไหวอย่างทันสถานการณ์ให้มากกว่านี้ ทั้งการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และเร่งผลักดันตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดดั้งเดิมที่หดตัว โดยเฉพาะตลาดที่สามารถกำหนดราคาซื้อขายเป็นเงินบาทได้ เช่น ตลาดการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านในอาเซียน
จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกเองผลักดันตลาดด้วยตัวเองอย่างหนัก โดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคทางการค้าในกลุ่มอาเซียน ซึ่งยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีแฝงอยู่มาก ในกลุ่มประเทศอาเซียน ในกลมอเซยนอีกทั้งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้เออีซี โดยต้องเดินหน้าเจรจาอย่างฉลาดเพื่อ (กล่าวให้แก่สินค้าไทยซึ่งที่ผ่านมายังพบปัญหา โดย
หากเอกชนสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์การค้าโลกได้ดีขึ้น ก็น่าจะสามารถรับมือกับความผันผวนใดๆ ในอนาคตได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว
แม้เป้าหมายการส่งออกปีนี้อาจจะต้องปรับไปตามภาวะค่าเงินและความต้องการสินค้าที่หดตัวลงจริงๆ แต่
และแก้ไขอุปสรรคทางการค้า เป็นต้น
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า มาตรการผลักดันการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอในที่ประชุมประกอบด้วย มาตรการผลักดันการค้าระหว่างประเทศ กำหนดให้ในช่วง 9 เดือนที่เหลือจะต้องผลักดันการส่งออก ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือไตรมาสละ 6.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
พร้อมกันนี้
โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญของไทย
ทางการค้าร่วมกันระหว่าง ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ภาคการส่องออกของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหา
อย่างไรก็ตาม
เห็นอาการหนักใจเรื่องเป้าหมายการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยว่า การปรับเป้าจะช่วยแก้ปัญหาที่ภาคการส่งออกของไทยเผชิญอยู่ได้อย่างไร
ยอมรับรู้สึกหนักใจ เพราะหากยังไม่มีการร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการหามาตรการลดผลกระทบให้แก่ผู้ส่งออก จะทำให้การส่งออกโดยรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกชุด ทำหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กรอ.พาณิชย์ ซึ่งจะประชุมทุกเดือน เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาส่งออกเร่งด่วน เป็นรายอุตสาหกรรม มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และให้รายงานให้รมว.พาณิชย์รับทราบทุกเดือน เพื่อที่จะได้มีมาตรการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า
“ส.อ.ท.ยืนยันมาตรการที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะที่เสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงทันที 1% เพราะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งน่าจะทำได้ทันที และกำหนดมาตรการกันเงินสำรอง 30% อย่างน้อย 3 เดือน เพราะเป็นมาตรการที่หลายประเทศใช้ ซึ่งเป็นยาแรงที่จะแก้ไขปัญหาได้ทันการ” นายวัลลภ กล่าว
โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ โดยในขณะนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือเพื่อลดปัญหาผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์คงจะไม่เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะถือว่าเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังโดยตรง แต่กระทรวงจะส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานได้รู้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออกมากเพียงใด
พาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้การส่งออกปี 2556 เติบโตไม่ถึง 5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 8-9% มูลค่า 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จะยังไม่ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลง เพราะต้องรอการประเมินและรับฟังข้อมูลจากหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณชย์) ที่จะประชุมร่วมกันในปลายเดือนพ.ค.นี้ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่จะประชุม 26 เม.ย.นี้ก่อน
พร้อมกันนี้ ยังได้ประเมินผลกระทบการส่งออกที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยน หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-31 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้การส่งออกขยายตัว 8-9% แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกที่ทอนกับมาเป็นเงินบาทจะหายไป 22.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2 บาท มาอยู่ที่ 28 บาทกว่า เท่ากับว่ามูลค่าการส่งออกจะหายไป 5 แสนล้านบาท และหากค่าเงินยังแข็งค่าต่อเนื่องจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกให้ลดลง ตลอดจนมีผลลบต่อการเติบโตของจีดีพีในประเทศด้วย
ขณะเดียวกันยังทำให้ภาคการผลิตภายในประเทศเกิดปัญหา เพราะผู้ซื้อจะหันนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นแทนที่ต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งเคยผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบไปด้วย
“มีความเป็นไปได้สูงที่การส่งจะขยายตัวไม่ถึง 5% เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้แล้วกว่า 6% ซึ่งแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งค่าขึ้นเพียง 1% ส่งผลกระทบให้ประเทศคู่ค้างดการสั่งซื้อสินค้าจากไทยไปมาก”
อย่างไรก็ตาม มองว่าแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีก ซึ่งจะเห็นผลกระทบต่อการส่งออกชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่เร่งหามาตรการในการลดผลกระทบ หรือร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อว่าไตรมาสสองอาจติดลบ จากไตรมาสแรกที่เติบโต 4.26%
เงินบาทไทย ทั้งกระทรวงพาริชย์ ผู้ ภาคเอกชน
นายบุญทรงกล่าวว่า ++นายบุญทรงกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลภาคการส่งออกยอมรับรู้สึกหนักใจ เพราะหากยังไม่มีการร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการหามาตรการลดผลกระทบให้แก่ผู้ส่งออก จะทำให้การส่งออกโดยรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ โดยในขณะนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือเพื่อลดปัญหาผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์คงจะไม่เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะถือว่าเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังโดยตรง แต่กระทรวงจะส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานได้รู้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออกมากเพียงใดเพราะหากยังไม่มีการร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการหามาตรการลดผลกระทบให้แก่ผู้ส่งออก จะทำให้การส่งออกโดยรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ โดยในขณะนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือเพื่อลดปัญหาผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์คงจะไม่เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะถือว่าเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังโดยตรง แต่กระทรวงจะส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานได้รู้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออกมากเพียงใด
สรีค้าอาเซียนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 ไส้ในติดดาบกีดกันกันสุดฤทธิ์ อินโดฯ มาเลย์ ฟิลิปปินส์ไทย หัวขบวนออกมาตรการที่เป็นอุปสรรคการค้าย้อนหลัง ทั้งออกกฎระเบียบนำเข้าใหม่ที่เป็นอุปสรรคทางเทคนิค และมาตรการสุขอนามัย
นายเปรมชัย กรรณสูต กรรมการผู้จัดการไอทีดี และ นายอู ฮัน เสียน รมช.คมนาคม เมียนมาร์ ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเบื้องต้น โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาสภาหอฯสั่งจับตาแผนขจัดเอ็นทีบีของอาเซียนให้หมดไปในปี 2558 ทำได้จริงหรือราคาคุย ขณะ "ดร.สมชาย" เชื่อที่สุดต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน







