posttoday
จำนำข้าว เจ๊ง 3 เด้ง

จำนำข้าว เจ๊ง 3 เด้ง

29 เมษายน 2556

น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูกาลผลิตข้าวนาปรัง

โดย...จตุพล สันตะกิจ

น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูกาลผลิตข้าวนาปรัง ปี 2556 หรือที่เรียกภาษาราชการของกระทรวงพาณิชย์ คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/2556 ครั้งที่ 2

เพราะเกิดปรากฏการณ์ที่ราคาข้าวสาร (ข้าวสาร 5%) ราคาใกล้เคียงกับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าของรัฐบาล

“ในเดือน เม.ย. พบว่าราคาข้าวสารที่พ่อค้าขายในตลาดให้กับประชาชนมีความผันผวน จนราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวสารมีราคาใกล้เคียงกัน โดยราคาข้าวสารตกมาอยู่ที่ 15,200 บาทต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน” วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า วันที่ 26 เม.ย. ราคาข้าวสาร 5% ขายส่งตลาดกรุงเทพฯ อยู่ที่ 15,200-15,550 บาทต่อตัน

“การรับจำนำข้าวเปลือกทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม และข้าวเหนียว จะพบว่าข้าวทุกประเภทที่รับจำนำมาล้วนแล้วแต่ขาดทุนเมื่อเทียบกับราคาข้าวในตลาด เช่น ข้าวเปลือกเจ้าขาดทุนตันละ 5,000 บาท ข้าวหอมมะลิขาดทุนตันละ 4,000 บาท เป็นต้น” ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าว

นั่นเท่ากับว่าวันนี้ข้าวเปลือกทุกๆ 1 ตันที่รัฐบาลรับจำนำเข้ามาขาดทุนทุกเมล็ด

แต่การขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะมีมูลค่าเท่าใดนั้น ต้องพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ แต่ใช่จะไม่มีวิธีการ เพราะหากวิเคราะห์กระบวนการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย คือการซื้อข้าวเปลือกของรัฐบาลไปจนถึงการขายข้าวสารไปยังท้องตลาด

พบว่าการขาดทุนในโครงการนี้มี 3 ขั้นตอน หากเรียกตามประสาปากก็ว่า “ขาดทุน 3 เด้ง” ก็ได้

นั่นเพราะ “เด้งที่ 1” ราคารับจำนำข้าวเปลือกที่รัฐบาลตั้งไว้สูงกว่าราคาตลาด 50-60% ตามประเภทของข้าว หากพิจารณาเฉพาะข้าวเปลือก 2 ประเภท ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเปลือกส่วนใหญ่หรือ 80-90% ที่รัฐบาลรับจำนำเข้ามาในโครงการ

พบว่า ข้าวเปลือกเจ้ารับจำนำที่ราคา 15,000 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อตัน (วันที่ 21 เม.ย. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ชาวนาขายได้เฉลี่ย 9,829 บาทต่อตัน) เมื่อทอนออกมาเป็นข้าวสารจะอยู่ที่ 15,200-15,500 บาทต่อตัน หรือ 530 เหรียญสหรัฐต่อตันที่ราคา FOB

ดังนั้น ข้าวเปลือกเจ้าที่รัฐบาลรับจำนำมาทุกๆ 1 ตัน รัฐบาลจะขาดทุน 5,000 บาทต่อตัน

เช่นเดียวกับข้าวเปลือกหอมมะลิ รัฐบาลรับจำนำที่ราคา 20,000 บาทต่อตัน แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 15,595 บาทต่อตัน ก็เท่ากับว่ารัฐบาลขาดทุนประมาณ 4,000 บาท สำหรับการจำนำข้าวเปลือกทุกๆ 1 ตัน

ขณะที่ปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือก 3 ปีการผลิตล่าสุด โดยอ้างอิงข้อมูลจากคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว ปรากฏว่า โครงการข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 6,928,490 ตัน เป็นข้าวเปลือกเจ้า 3,048,029 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 3,087,736 ตัน ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 335,424 ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 15,242 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว 442,054 ตัน

โครงการข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 14,821,037 ตัน เป็นข้าวเปลือกเจ้า 14,369,583 ตันข้าวเปลือกปทุมธานี 147,258 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว 304,196 ตัน

และโครงการข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 พบว่า มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ ปริมาณข้าวเปลือกรวม 11,095,701 ตัน เป็นข้าวเปลือกเจ้า 6,615,795 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 3,324,229 ตัน ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 482,237 ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 25,177 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว 648,263 ตัน

การที่รัฐบาลซื้อข้าวเปลือกเจ้า ณ ราคารับจำนำ รัฐบาลมีผลการขาดทุน เฉพาะข้าวเปลือกเจ้าปริมาณ 24,033,407 ตัน เป็นเงินประมาณ 120,000 ล้านบาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ 6,411,965 ตัน เป็นเงินประมาณ 32,000 ล้านบาท

คิดเป็นผลการขาดทุน “เด้งที่ 1” เป็นเงินประมาณ 152,000 ล้านบาท

เด้งที่ 2 รัฐบาลต้องจ้างโรงสีสีแปรสภาพข้าว พบว่า ข้าวเปลือก 1 ตัน รัฐบาลจ่ายค่าสีแปรสภาพข้าว 500 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกที่เข้าโครงการมากกว่า 30 ล้านตัน โรงสีที่เข้าโครงการได้รับเงินกว่า 15,000 ล้านบาท (ไม่เบี้ยบ้ายรายทางที่ได้จากการเอาเปรียบชาวนา เช่น หักค่าชื้นและสิ่งปลอมปนเกินจริง โกงน้ำหนัก)

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 255411 มี.ค. 2556 หรือ 3 ฤดูกาล ที่มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 32.67 ล้านตัน จะมีค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าสีแปร ค่าเช่าโกดัง และค่าดอกเบี้ยกว่า 60,000 ล้านบาท

การขาดทุน “เด้งที่ 2” คือ รัฐบาลต้องควักเงินจ่ายเป็นค่าบริหารจัดการอย่างน้อย 60,000 ล้านบาท

เด้งที่ 3 การระบายข้าวสารในโครงการต่ำกว่าราคาตลาด เห็นได้จากที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ตอบกระทู้ในสภา วันที่ 21 มี.ค. 2556 โดยระบุว่าได้ระบายข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี และนาปรัง ปีการผลิต 2554/2555 และข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 ไปแล้ว 7.072 ล้านตัน จากปริมาณข้าวสาร 13 ล้านตัน ได้เงิน 97,238 ล้านบาท

การขายข้าวสาร 7 ล้านตัน ที่ไม่มีการให้ข้อมูลว่าขายข้าวประเภทใดบ้าง แต่รัฐบาลได้เงินมาเพียง 9.72 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลขายข้าวสารเฉลี่ย 13,700 หมื่นบาทต่อตัน หรือขายข้าวสารเจ้าขาดทุน 1,150 บาทต่อตัน ไม่นับข้าวสารหอมมะลิที่ราคาตลาดอยู่ที่ 32,000-33,000 บาทต่อตัน

แน่นอนว่าการที่รัฐบาลขายข้าวในตลาดได้ต่ำกว่า 14 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 14,000 บาทต่อตัน มีเสียงลือในวงการพ่อค้าว่า หากเป็นเครือข่ายที่รับข้าวไปขายแบบ “จีทูจีเก๊” ราคาขายอยู่ที่ 1213 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนนำข้าวมาเร่ขายให้พ่อค้าในตลาด 1414.5 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้พ่อค้าที่รับข้าวสารไป ยังพอขายข้าวต่อในตลาดพอมี “กำไร”

ขณะที่สูตรการคำนวณข้าวสารและปริมาณส่งมอบข้าวที่อนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวกำหนดให้ส่งมอบข้าวสารและข้าวท่อนอยู่ที่ปริมาณเฉลี่ย 500550 กิโลกรัมต่อ 1 ตัน ดังนั้น ข้าวเปลือก 32 ล้านตัน จะสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้ประมาณ 1516 ล้านตัน

ข้าวสาร 3 ฤดูกาล ที่ไม่ว่าจะเป็นการขายข้าวแบบจีทูจีเก๊ หรือให้เครือข่ายพ่อค้าข้าวของนักการเมืองขนข้าวออกมาเร่ขายกันเอง ทำให้รัฐบาลขาดทุน “เด้งที่ 3” เป็นเงินไม่น้อยกว่า 20,000-30,000 ล้านบาท และว่ากันว่าฝ่ายการเมืองรับเงินใต้โต๊ะกิโลกรัมละ 12 บาท

สรุปได้ว่าการจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งใช้เงินไปแล้ว 520,000 ล้านบาท บวกกับค่าบริหารจัดการ 60,000 ล้านบาท เป็นเงินเกือบ 600,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องขาดทุนไม่น้อยกว่า 200,000-250,000 ล้านบาท

แต่เมื่อพิจารณาเม็ดเงินที่ไปถึง “ชาวนา” จะพบว่าชาวนาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวนาภาคกลางที่ปลูกข้าวเจ้าและเกี่ยวสด ความชื้นข้าวเปลือกอยู่ที่ 2530% เงินที่ตกถึงมือชาวนาจริงอยู่ที่ 12,800-13,000 บาทต่อตัน เมื่อหักต้นทุนการปลูกข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายา เฉลี่ย 6,000-7,000 บาทต่อตัน และต้นทุน 8,000-9,000 ต่อตัน กรณีเช่าที่นาของนายทุนที่ดิน

ชาวนาไม่ว่าเศรษฐีชาวนาหรือชาวนารายย่อยจะได้กำไรเข้ากระเป๋า 4,000-5,000 บาทต่อตัน

เงินที่รัฐบาลกู้หนี้ยืมสินทุ่มลงไปเกือบ 600,000 ล้านบาท จากการซื้อข้าว มี “กำไร” ตกอยู่ในมือชาวนา 150,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของเงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายในโครงการ

ส่วนที่เหลืออีก 75% เป็นต้นทุนของโครงการ คือ “ต้นทุนที่มองเห็นได้” เช่น ค่าสีข้าว เก็บข้าว ดอกเบี้ยเงินกู้ กลับตกเป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และค่าปุ๋ย ค่ายา ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและอื่นๆ ที่เป็นต้นทุนของชาวนา

และ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” คือ เงินใต้โต๊ะที่ถูกจ่ายให้ฝ่ายการเมืองหรือผู้ชักใยเบื้องหลังตั้งแต่การรับโรงสีและโกดังเข้าโครงการ ตลอดจนถึงกระบวนการขายข้าว

และแม้รัฐบาลออกกฎเหล็กคุมเข้มการรับข้าวเปลือกเข้าโครงการ ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 มีข้าวเปลือกเข้ามาแล้ว 1.6 ล้านตัน โดยใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน นับแต่เริ่มโครงการเท่านั้น

โครงการรับจำนำข้าวที่เห็นชัดๆ ว่าผลาญเงินประเทศทุกบาททุกสตางค์ แต่ฝ่ายการเมืองก็ยังทู่ซี้ทำไม่เลิก ทั้งๆ ที่เงินโครงการตกถึงมือชาวนาเพียง 1 ใน 4 เพราะคนการเมืองต่างอิ่มหมีพีมัน ในขณะที่ประเทศ “มีแต่เสียกับเสีย” อย่างนี้คนไทยเจ้าของภาษีจะจำทนกินข้าวในโครงการรับจำนำต่อไปหรือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท