posttoday
ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

28 เมษายน 2556

คาดไว้ไม่ผิดว่าแผนการโหมสร้างกระแสพลังงานขาด

โดย...ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน www.thaisgwa.com

คาดไว้ไม่ผิดว่าแผนการโหมสร้างกระแสพลังงานขาดอันเนื่องมาจากการหยุดส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยาดานาในพม่าเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ให้ตื่นตระหนกไปทั้งประเทศ เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลของเจ้ากระทรวงพลังงาน

ยังไม่ทันไร ก็มีข่าวจะมีการรื้อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2010) ดันโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นมาทันทีอีกอย่างน้อย 2% จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 18%

งานนี้ "เหนือเมฆ" จริง ๆ แค่โหมกระพือข่าวเล่นเอาชาวบ้านยันนักธุรกิจวิตกจริตกันทั้งบ้านทั้งเมือง

ไม่มีใครเอะใจสักนิดเลยว่าไฟฟ้าจะดับจริงหรือไม่ มีการหยุดส่งก๊าซมาจริงหรือไม่ และไอ้ที่ไฟดับในบางพื้นที่นั้นแสร้งทำให้ดับจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้เลยว่าในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าผู้ขายเชื้อเพลิงจะต้องสำรองไว้อย่างน้อย 3 วัน การหยิบประเด็นถ่านหินขึ้นมาจึงเท่ากับ “แปรวิกฤต” ของชาวบ้านเป็นโอกาสของใครไม่รู้ ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าถ่านหินโดนต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบตรงๆ ทั้งที่แม่เมาะ และที่มาบตาพุด หรือแม้แต่พอมีข่าวก็ถูกต่อต้านแล้วที่หัวไทร ที่กระบี่ หรือที่ตรัง

กระทรวงพลังงานอาจเชื่อว่าแรงต้านจะแผ่วเพราะโดนขู่ให้เลือก จะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือจะยอมอยู่อย่างมืดๆ กัน เชื่อเถอะชาวบ้านที่ไม่ได้เดือดร้อน นักธุรกิจทั้งหลายย่อมต้องเลือกเอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน มากกว่าจะปล่อยให้ไฟฟ้าดับ ทั้งที่ก่อนจะถึง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ยังมีทางเลือกอีกมากมาย

กระทรวงพลังงานยังคงตอกย้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโหมกระพือคำว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด” หรือ Clean Coal ทั้งๆ ที่ไม่มีจริงในโลกนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมิใช่มีมลพิษแต่เฉพาะก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนตรัสออกไซด์ (NOX) แต่ยังมีเรื่องของน้ำเสียจากระบบหล่อเย็น หรือ Cooling Tower ที่ต้องใช้สารเคมีใส่เข้าไปจำนวนมากเพื่อทำให้สารแขวนลอยอื่นตกตะกรัน

นอกจากนั้น กระบวนการขุด ระเบิด หรือการขนส่งถ่านหินก็นำมาซึ่งการแพร่กระจายมลพิษฝุ่นละออง ผงถ่านหินลงแหล่งน้ำ ลงถนนมากมายมหาศาล รวมทั้งการเกิดสันดาปกันเองของกองถ่านหิน ทำให้เกิดก๊าซพิษมีเทน (CH4) ที่เป็นตัวการที่ก่อปัญหาโลกร้อนอีกมหาศาล

สิ่งที่กระทรวงพลังงานพร่ำบอกก็คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการขนส่งถ่านหินทางทะเล จนถึงการผลิตในโรงไฟฟ้า ซึ่งจะใช้ระบบปิดทั้งหมด จะมีการติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่น ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสูบน้ำมาใช้ หรือการปล่อยน้ำทิ้ง ซึ่งไร้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จริงๆ แล้วปัญหาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการ หรือปริวิตกกันไปเอง หากแต่มีตัวอย่างเป็นรูปธรรมคือ “กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” ที่เป็นปัญหายืดเยื้อมาจนถึงวันนี้กว่า 20 ปีที่ผ่านมา กระบวนการแก้ปัญหากับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยังค้างเติ่งอยู่ในศาลปกครอง เพราะไม่ยอมกล้าตัดสินใจในเชิงนโยบายแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ มัวแต่ไปเชื่อฟังอัยการแผ่นดิน ว่าต้องสู้คดีกับชาวบ้านให้ถึงที่สุด ทั้งๆ ที่ข้อมูล ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเชิงประจักษ์โดยปริยาย โดยชัดแจ้งว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจริงจากกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้า จนทำให้เจ็บป่วยล้มตายไปมากมาย จนกลายเป็นบาดแผลฝังลึก กระจายทั่วไปทั้งแผ่นดิน จนคนทั้งประเทศที่รับรู้ความทุกข์ยากของคนแม่เมาะต่างพากันเกลียดโรงไฟฟ้าถ่านหินกันไปทั้งประเทศ รัฐบาลมีนโยบายจะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหน เป็นต้องถูกต่อต้านกันทุกที ถามว่าปัญหาเหล่านี้พวกอัยการมารับผิดชอบในเชิงนโยบายให้รัฐบาลด้วยหรือเปล่า..เปล่าเลย

การออกมาสร้างภาพ สร้างความตื่นตระหนกอย่างไรก็ตาม ความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น วันนี้กระทรวงพลังงานอาจจะหลอกประชาชนทั้งประเทศได้ แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริง ประเทศไทยอาจไม่เคยมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานเลยก็ได้ แต่เพราะที่ผ่านมาเป็นการสร้างตัวเลข ปลุกกระแส เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนการเมืองในการเปิดประมูลสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่กำลังจะมีขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้ แล้วไปผูกสัญญาขายให้กับรัฐ แล้วมาขูดรีดค่าไฟฟ้ากับผู้บริโภคทุกบ้านเรือนแทนก่อนหน้านี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 25502564 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2550 มีการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินความต้องการไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง จนนำมาสู่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ เกินความจำเป็น และเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้ามากขึ้นทั้งประเทศ ทั้งที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในปี 2554 ยังต่ำกว่าการพยากรณ์ในแผน PDP2010 ถึง 668 เมกะวัตต์ แต่ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนต่างต้องช่วยกันจ่ายค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าเหล่านั้นที่เกินความจำเป็นกันทุกครัวเรือนผ่านค่าเอฟที (FT) ในทุกๆ บิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้านั่นเอง คนที่ออกนโยบายหรือสนับสนุนในการเปิดประมูลสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ก็ไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย

การใช้ไฟฟ้าบ้านเมืองเราไม่ได้ก้าวกระโดด หรือเป็นไปตามการปั้นตัวเลขจีดีพี (GDP) ของพวกนักเทคโนแครต เพื่อสร้างกระแสเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายแฝงเร้น หากผู้บริหารในเชิงนโยบายไม่เคลิ้มหลงไปกับการสร้างตัวเลขเพื่อเยินยอ ก็จะยังมีเวลาในการหันมาสนใจต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าทางเลือกอื่นอีกมากมาย รวมทั้งการสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริโภคทุกคน

อย่างแรก กระทรวงพลังงานควรแสดงความ “โปร่งใส” ให้สังคมประจักษ์ผ่านสื่อสาธารณะแบบออนไลน์เลยว่าพลังงานขาดจริงหรือไม่ การเอาตัวเลขช่วง “Peak Load” ที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุดแค่ไม่ถึงวันมาตัดสินว่าไฟฟ้าขาดอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละโรงมีต้นทุนมหาศาลและเป็นภาระของผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเพิ่ม ต้องถามรัฐบาลว่าจริงจังกับนโยบายประหยัดพลังงานแค่ไหน ที่ผ่านมาแค่แผนพีอาร์จัดอีเวนต์แล้วเงียบหายไป แม้แต่โครงการดีๆ เช่น รณรงค์ใช้หลอดผอมประหยัดพลังงานกลับทำกันแบบดาดๆ ไม่จริงจัง หรือกลัวว่าชาวบ้านประหยัดไฟมากๆ คนขายไฟคนขายเชื้อเพลิงจะได้กำไรน้อยใช่ไหม

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากรัฐบาลลงทุนแจกหลอดผอมตามบ้านเรือน อาคารสำนักงาน บริษัทเอกชนทั่วประเทศ จะใช้เงินน้อยกว่าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1 โรง และจะมีไฟฟ้าเหลือใช้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ มากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ราวๆ 800 เมกะวัตต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีพลังลม พลังแสงอาทิตย์ พลังงานทางเลือกอื่นๆ เยอะแยะก่อนจะถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก

แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าตา เพราะเมื่อระดับนโยบายต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็มีการตอบสนองเลยทันทีว่าเลือกแล้ว 2 โรงที่มาบตาพุด และที่หัวไทร นครศรีธรรมราช ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยปรึกษาหารือภาคประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสีย สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงได้ร่วมมือกับชาวบ้านฟ้องเพิกถอนโรงไฟฟ้าถ่านหินในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแล้ว 1 โรง เมื่อวันศุกร์ที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

เพื่อส่งสัญญาณว่า “ประชาชนไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ครับ...

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง