
เครดิตบุญ
ความทรงจำวัยเยาว์ย้อนกลับมาแบบพร่ามัว หลังการ “ใส่บาตร”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ความทรงจำวัยเยาว์ย้อนกลับมาแบบพร่ามัว หลังการ “ใส่บาตร” ครั้งแรกในรอบหลายปี
ทั้งที่ก่อนหน้านี้การใส่บาตรกลายเป็นกิจวัตรที่ต้องทำอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อคุณย่าซึ่งต้องจำใจยอมปลดเกษียณตัวเองจากหน้าที่อันเคร่งครัดด้วยปัญหาสุขภาพ พร้อมโอนหน้าที่มาให้หลานชายแบบไม่ต้องถามความสมัครใจ
แน่นอนว่า ครั้งนั้นมันอาจไม่ใช่กิจกรรมอันน่าพิสมัย เมื่อต้องยอมแลกเวลานอนตื่นสายอันแสนจะมีค่าในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อตื่นมาใส่บาตร ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะได้ “บุญ” จริงหรือไม่ หรือเอาเข้าจริงก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุญมันคืออะไร
แต่เรื่องเล่าสั้นๆ จากคุณย่า ก็ทำให้หลานชายมีแรงกระตุ้น สามารถตื่นเช้ามาใส่บาตรได้อย่างไม่มีอิดออดอยู่พักใหญ่
มันเป็นเรื่องเล่าของคนที่ฟื้นจากความตาย ถ่ายทอดประสบการณ์หลังความตายว่าไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง ไฮไลต์อยู่ตรงที่เรื่องของกินที่มีคนนำมาให้กินในช่วงเสียชีวิตนั้น ล้วนแต่เป็นของที่เคยใส่บาตรเมื่อตอนมีชีวิต ตอกย้ำถึงเรื่องกุศลผลบุญที่ทำไว้เมื่อตอนมีชีวิตมันส่งผลไปถึงตอนตาย อีกทั้งในตอนนั้นเขายังได้ตั้งข้อสังเกตว่า น่าแปลกที่หลังความตายไม่มีน้ำกิน พร้อมสันนิษฐานว่าเป็นเพราะไม่ได้เอาน้ำใส่บาตร นั่นทำให้กระแสเอาน้ำใส่บาตรแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ
ย้อนกลับมาเรื่องใส่บาตรครั้งล่าสุด มันไม่ใช่เหตุผลเรื่องการตุนของกินไว้ชาติหน้าเมื่อล้มหายตายจากไปภพภูมินี้ อย่างที่เคยคิดตอนเด็กๆ
แต่เป็นเรื่องของความอยากใส่บาตรที่แวะเวียนมาอยู่เป็นช่วงๆ ทว่าหลายครั้งที่เดินผ่านแผงขายอาหารใส่บาตร และมีพระยืนปักหลักประจำการแบบแข็งขัน ก็ยากจะทำใจให้ศรัทธาซื้ออาหารใส่บาตร เพราะแทนที่จะได้บุญ จิตอันอกุศลคงคิดไปไกลอาจทำให้ต้องได้บาปเสียมากกว่า
สุดท้ายโอกาสทำบุญก็มากองอยู่ตรงหน้า เมื่อรีสอร์ตที่พักต่างจังหวัด ในช่วงวันหยุดมีจัดกิจกรรมใส่บาตรตอนเช้า แค่สั่งชื้อชุดใส่บาตรที่เคาน์เตอร์ล็อบบี้ ชุดละ 59 บาท แล้วตื่นมาใส่ตอน 07.00 น. ก็ได้บุญใส่กระเป๋ากลับบ้านแล้ว ที่สำคัญใส่บาตรครั้งนี้ เป็นพระที่นิมนต์มารับบาตรเป็นการเฉพาะจากวัดละแวกนั้น
ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่สุดของการใส่บาตร คือ “การกรวดน้ำ” ตามที่ถูกสั่งสอนมา การจะได้บุญแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่อยู่ที่ขั้นตอนนี้ และถ้าให้ดีต้องกรวดก่อนเที่ยงวัน
ปัญหาอยู่ตรงที่เงินที่ไปซื้อเครื่องอาหารใส่บาตร 59 บาท 3 ชุด 177 บาท ดันถูกหักไปรวมกับค่าห้องที่ต้องรอชำระตอนเช็กเอาต์วันรุ่งขึ้น ดังนั้นการจะกรวดน้ำในช่วงที่ยังไม่ได้ชำระเงิน จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าที่ควร เมื่ออาหารคาวหวานที่ใส่ไปนั้นเหมือนยังไม่ใช่ของเราโดยสมบูรณ์
นั่นทำให้ต้องพักการกรวดน้ำไว้ชั่วคราว รอให้เมื่อจ่ายเงินกับทางรีสอร์ตแล้วค่อยกรวดน้ำ น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้ได้บุญสมบูรณ์แบบที่สุด
แต่สุดท้ายปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อค่าที่พักและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่นๆ ถูกรวมจ่ายเป็นก้อนเดียวกันหมดด้วยบัตรเครดิต นั่นเท่ากับว่าตราบใดที่ยังไม่ชำระค่าบัตรเครดิต ก็ยังไม่ถือว่าชำระเงินค่าอาหารใส่บาตร บุญที่รับก็น่าจะเป็นแค่ “เครดิตบุญ” ที่ยังไม่อาจจับต้องได้
ยิ่งเมื่อส่องดูวันที่ตัดรอบการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ยังอีกนาน โอกาสกรวดน้ำก็ดูจะห่างไกลออกไปทุกที โอกาสที่จะได้บุญจากการใส่บาตรก็ย่อมต้องทอดเวลานานออกไปด้วย
ถ้าจะคิดต่อให้สุดกระบวนการ คงต้องมองต่อไปถึงขั้นตอนการชำระค่าบัตรเครดิต หากในกรณีชำระไม่เต็มวงเงิน ค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชำระด้วยยอดขั้นต่ำ หรือการทยอยจายเพียงแค่บางส่วนก็ตามแต่
บุญที่จะได้จากการใส่บาตรครั้งนั้นอาจต้องถูกตัดทอนได้เพียงแค่บางส่วนก่อนหรือไม่ กว่าจะได้บุญครบก็ต้องรอให้ชำระเงินให้ครบ ยังไม่รวมกรณีวงเงินรอบใหม่จากค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในรอบบัญชีหน้า ซึ่งจะทำให้การคำนวณบุญที่จะได้รับยากขึ้นไปอีก
ที่สำคัญ ไม่น่ากลัวเท่ากับหากผิดนัดชำระค่าบัตรเครดิตในงวดนี้ นั่นหมายถึง ดอกเบี้ย ที่ต้องชำระเพิ่มเติมจากยอดค่าใช้จ่าย ในทางกลับกัน มันก็น่าสงสัยว่าจะทำให้บุญที่ควรจะได้รับทั้งหมด ต้องถูกหักทอนไปตามดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
น่าคิดว่าในยุคสมัยที่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ เปลี่ยนแปลงไป มุมมองของ “บุญ” ของคนยุคนี้กับรุ่นปู่ยาตายายจะยังเหมือนกันอยู่หรือไม่
หากมองด้วยแง่มุมว่า “บุญ” ก็แค่สิ่งสมมติที่นำมาอธิบายผลตอบแทนจากการกระทำดี ให้จับต้องได้ง่ายขึ้น ก็อดคิดไม่ได้ว่า ในสายตาของเด็กๆ “บุญ” ก็คงจะไม่แตกต่างจาก “ดาว” ในสมุดการบ้านที่ครูปั๊มหรือวาดมาให้หากทำการบ้านดี หรือไม่ดื้อไม่ซน
หากมองแบบสายตานักธุรกิจ “บุญ” อาจไม่ต่างจากดอกผลจากการลงทุนในการลงทุนผ่านช่องทางต่างๆ ที่มูลค่าไม่ได้วัดกันด้วยธนบัตรเหมือนแต่ก่อน แต่แปรรูปกลายเป็นเพียงคลื่นอะไรก็ตามแต่วิ่งไหลไปมาทั่วโลก
ยิ่งในวันที่โลกซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ “บุญ” เลยถูกนำมาปรุงแต่งใส่หีบห่อใหม่ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ซื้อขายด้วยทั้งเงินสด เงินผ่อน ทั้งที่ไม่รู้ว่านั่นคือบุญแท้จริงหรือไม่
ไม่แน่วันข้างหน้า “บุญ” อาจจะพัฒนาเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านี้ นอกจากผ่อนได้ ยังอาจกู้ได้ และหากไม่มีความสามารถในการนำบุญมาชำระคืน ก็อาจกลายเป็นหนี้เสีย หรือหากมองไปไกลกว่านั้น อาจบานปลายถึงขั้นเปิดเป็นหน่วยลงทุน ที่ราคามีขึ้นมีลงตามกลไกตลาด
ถ้าเป็นเช่นนั้นการกรวดคงต้องน้ำยากขึ้นตามมาด้วย







