
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญล้ม(๑)
ถนนแจ้งวัฒนะกำลังเป็นถนนการเมืองขึ้นมาอีกสายหนึ่ง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ถนนแจ้งวัฒนะกำลังเป็นถนนการเมืองขึ้นมาอีกสายหนึ่ง กำลังแย่งซีนถนนราชดำเนิน หรือแม้กระทั่งถนนราชประสงค์เพราะม็อบนานาชนิดกำลังรุกล้ำเข้ามาปักหลักที่นี่
ถนนแจ้งวัฒนะที่โลกไซเบอร์เคยเอามาแปลงล้อเลียนเป็น “แจ้งมรณะ” (คู่กันกับถนนยมราชที่ถูกแปลงเป็น “ยมโลก”) ความยาวราว 12 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่ทางทิศตะวันออกที่อนุสาวรีย์หลักสี่ ไปตามทางเดินของพระอาทิตย์สุดทิศตะวันตกที่ห้าแยกปากเกร็ด ตอนนี้ก็มีม็อบมาปักหลักอยู่ 2 ม็อบ คือม็อบของคนงานโรงงานอิเล็คโทรนิคตรงบริเวณที่ตัดกับถนนวิภาวดี ที่มาปักหลักตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อน กับม็อบขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติที่เพิ่งมาปักหลักได้ราว 1 สัปดาห์ แต่มีพัฒนาการที่คล้ายกันคือ เมื่อไม่มีใครเอาเป็นธุระ(ทั้ง 2 ม็อบนี้อยู่ในเขตรับผิดชอบของ สน.ทุ่งสองห้องและเขตหลักสี่)ก็กำลังจะกลายเป็น “ชุมชน”
คนที่สัญจรไปมาในย่านนี้อย่างผู้เขียนที่ต้องใช้ถนนแจ้งวัฒนะรับส่งภรรยาที่ทำงานอยู่ในศูนย์ราชการฯ และไปทำงานที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเกือบทุกวัน คงจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันคือ “ท คนไทย ต้องอดทน” กับปัญหาการจราจรที่ปกติบนถนนนี้ก็คับคั่งทั้งเช้าทั้งเย็นอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้ต้องนั่งหงึกๆ แหง็กๆ อยู่ในรถที่ติดหนึบนั้นทั้งวัน
อย่างเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมาที่ผู้เขียนเสร็จประชุมจากสถาบันพระปกเกล้า(ที่ก็อยู่ในศูนย์ราชการฯ)ก็เกือบ 2 ทุ่ม ที่โดยปกติจะเป็นเวลาที่รถโล่งแล้ว แต่ในคืนนั้นต้องออกมาติด “ร้านค้า” ของชาวเสื้อแดงริมถนน ถนนตรงนั้นก็ไม่กว้างนักแต่ถูกใช้เนื้อที่กว่าครึ่งเป็นที่จอดรถ มีการกางเต็นท์หลายสิบหลัง บนเวทีมีการอภิปรายสลับการแสดงต่างๆ อย่างสนุกสนาน ผู้คนจูงลูกเด็กเล็กแดงมาดูกันเป็นที่เอิกเกริก ไม่ต่างกับชุมชนชาวม็อบโรงงานที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 3 กิโลเมตร
ที่บ่นเรื่องนี้มาเพราะนึกถึงบรรยากาศเมื่อปี 2552 –2553 ที่เกิดม็อบในลักษณะเดียวกันนี้ คือเริ่มจากการการรวมตัวกันของคนจำนวนไม่มาก แต่ด้วยความยืดเยื้อและการทำงานแบบลูบหน้าปะจมูกของผู้ที่มีหน้าที่ ในที่สุดก็พองตัวเป็นม็อบที่โตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความย่ามใจของม็อบรุกรานไปยังสถานที่ต่างๆ ในที่สุดก็ประทะกันเกิดความรุนแรง แม้จะเลิกราหรือสลายม็อบไปแล้ว แต่ก็ได้ฝากบาดแผลให้กับสังคมอย่างร้ายแรง นั่นคือความแตกแยกของผู้คนในบ้านเมือง
การที่เจ้าหน้าที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อย่างที่เป็นอยู่จึงไม่ต่างอะไรกับการส่งเสริมให้คนจำนวนหนึ่งไม่เคารพกติกาบ้านเมือง สร้างนิสัยของความยะโสโอหัง “กร่างและมากบารมี” เพราะพวก “ม็อบมีเส้น” ดังกล่าว อย่างที่มีคนได้ยินว่าผู้นำม็อบบางคนกล่าวในการปราศรัยว่า “ไม่มีใครมาไล่เราได้หรอก ลองมาทำอะไรดูสิ จะได้ย้ายไปชายแดนภายใน 24 ชั่วโมง มีแต่จะมาบริการ จัดน้ำจัดท่า จัดที่จอดรถ และฉีดยาไล่ยุงให้เรา ฮ่าๆๆ”
การที่ม็อบมาขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในเหตุผลของแกนนำและฝ่ายสนับสนุนก็บอกว่าตุลาการบางคนทำหน้าที่บกพร่อง บางคนขาดความชอบธรรมแต่งตั้งมาไม่ถูกต้อง จนเมื่อมาแทรกแซงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจึงเหลืออดต้องออกมาประณามและขับไล่ แต่ในส่วนของผู้ไม่เห็นด้วยก็บอกว่านี่อาจจะเป็นแผนของคนบางคน(รวมทั้งคนบางกลุ่มหรือพรรคบางพรรค)ที่ถูก
ศาลรัฐธรรมนูญ “ฝากรอยแค้น” ไว้ในหลายๆ กรณีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 โน่นแล้ว รวมถึงต้องการแสดงความใหญ่โต “คับบ้านคับเมือง”(จนอยู่ในประเทศไม่ได้)เพื่อเรียกพลังจากมวลชน
เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนเรียกความคิดที่จะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นว่า “การเมืองแบบปั่นป่วน” ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Chaos Politics โดยอาศัยธรรมชาติของการเมืองที่มี “พลวัตร” หรือกระแสความเคลื่อนไหวและไม่หยุดนิ่งอยู่แล้วนั้น สร้างกระแส “พิเศษ” อื่นๆ เพิ่มเข้าไป เช่น ความแตกแยกร้าวฉานให้ผู้คนในสังคมเข้าใจผิดและขัดแย้งกัน จนถึงขั้นล้มล้างสถาบัน หรือสร้างความเชื่อความคิด(ที่อันตราย)ใหม่ๆ ขึ้นมา ให้สังคมปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นไปอีก ที่สุดก็จะ “เข้าล็อค” ของคนกลุ่มนี้ คือบ้านเมืองที่ล่มสลายปี้ป่น คล้ายระเบิดนิวเคลียร์ทางการเมืองที่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างไปให้หมด เพื่อที่คนบางกลุ่มจะได้หวนคืนมากวาดซากกระดูกพี่น้องของเขา แล้วสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาบนซากศพเหล่านั้น
หรืออาจจะต้องเรียกการเมืองในแนวคิดชั่วๆ นี้ว่า “การเมืองเพื่อความฉิ..หาย”
ผู้เขียนยังเชื่อในความคิดที่นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องว่า ในแนวคิดของนักปฏิวัติสังคม สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการเพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมบรรลุผลก็คือ “ล้มล้างสถาบันดั้งเดิม” ในสังคมนั้นเสีย โดยที่สถาบันดั้งเดิมในแต่ละสังคมจะมีอยู่คล้ายๆ กัน คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งสถาบันกษัตริย์อาจจะอยู่ในฐานะที่อ่อนแอหรือล้มล้างได้ง่ายมี่สุด เพราะเป็นสถาบันที่มีสังคมค่อนข้างแคบ(เรียกว่าราชวงศ์) และสามารถแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์ได้ง่าย
ในกรณีของประเทศไทย พวกนักปฏิวัติสังคมในยุคก่อนที่เรียกว่าพวกซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ต้องยอมพ่ายแพ้เมื่อพยายามโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ระยะหนึ่ง แต่ด้วยพระบารมีที่เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ได้เชื่อมโยงพระองค์ไปยังประชาชน ยังพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎร์ อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Working King สร้างฐานความรักความภักดีในหมู่ประชาชนคล้ายเมื่อครั้งพระอัยยิการัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนาไว้ ทำให้พวกฝ่ายซ้ายไม่อาจแยกประชาชนออกจากพระองค์ได้
ครั้งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา ประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงมากคือความคิดเรื่อง “รัฐไทยใหม่” ที่มีการประสานกันทั้งในและนอกประเทศของกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ในเวลานั้นคิดที่จะล้มล้างสถาบันดั้งเดิมของไทยให้ได้ และเป้าหมายสำคัญก็พุ่งไปที่เดิมคือสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คนกลุ่มนี้ก็น่าจะได้บทเรียนอีกครั้งเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนว่า แม้สังคมไทยจะแตกแยกกันบ้างในทางการเมือง แต่ส่วนใหญ่ยังคงมั่งคงและปกป้องสถาบันสูงสุดนี้อยู่เสมอ (รวมถึงกลุ่มที่อาจจะไม่จงรักภักดีอย่างจริงใจนัก แต่ก็ได้ประโยชน์จากการที่สถาบันนี้ยังดำรงอยู่) จึงต้องยอมถอยฉากรวมทั้งแสร้งว่าจงรักภักดี
ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงหันมา “ทำลาย” สถาบันอื่นๆ แทนที่ โดยเริ่มที่สถาบัน “ชาติ” คือทำให้คนในชาติแตกแยกกัน และในขณะที่ประเทศของเรากำลังพัฒนาความเป็นประชาธิปไตย สถาบันหลักของระบอบนี้ก็คืออำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อันประกอบด้วย นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ก็ต้องทำให้ตัวแทนอธิปไตยของประชาชนในด้านต่างๆ นั้น “ย่อยยับ” ไปด้วย ดังที่เราได้เห็น
ความเหลวแหลกนี้ในรัฐสภา ที่ก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นในฝ่ายบริหารและระบบราชการ และบัดนี้กำลังมุ่งมาที่ “ตุลาการ”
ถ้าท่านทั้งหลายจำได้ คนกลุ่มนี้เคยโจมตีสถาบันด้านตุลาการนี้ว่าเป็น “ตุลาการภิวัฒน์” เพื่อโน้มน้าวให้คนทั้งหลายเชื่อว่าพวกตุลาการหรือศาลมีความมักใหญ่ใฝ่สูงหรือทะเยอทะยานทางการเมือง อยากได้อำนาจ อยากเป็นใหญ่ในประเทศไทย จึงมาแทรกแซงและพยายามจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภา อย่างที่เป็นข้อกล่าวหาที่จะขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้ ที่นักการเมืองจำพวกนี้บอกว่า “ศาลรัฐธรรมนูญอย่า.....ก”
คนพวกนี้ยึดรัฐสภาได้แล้ว คุมรัฐบาลและระบบราชการได้แล้ว เหลือแต่ศาลนี่แหละที่ยังพอจะเป็นหลักค้ำจุนประเทศให้อยู่รอดต่อไปได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องต้านไว้เป็นด่านแรก
สัปดาห์หน้าจะบอกว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงล้มไม่ได้







