
คัมภีร์ข้ามพ้น...ทักษิณ
ในฐานะคู่แข่งทางการเมืองสองขั้วชัดเจน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ในฐานะคู่แข่งทางการเมืองสองขั้วชัดเจน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สรุปประเด็นตรงๆ 5 ข้อ ที่ไม่ควรคาดหวังกับรัฐบาลเพื่อไทย หรือแนวทางประชานิยม 1.คาดหวังไม่ได้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนเยอะแยะ 2.คาดหวังไม่ได้เรื่องความยั่งยืน เพราะขาดทั้งวินัยและเดินด้วยประชานิยม 3.เรื่องการใส่ใจมิติทางสังคม เพราะวัดเป็นตัวเงินยาก 4.ประชาธิปไตย เพราะเขาจะไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ และ 5.ไม่ได้ความจริง ตรงไปตรงมา จะได้โกหกสีขาว หรือโกหกไม่มีสี
เขาบอกเต็มปาก หากเลือก ปชป. มีนโยบายดี 5 ข้อ ที่จะข้ามพ้นทักษิณได้
1.การเตรียมความพร้อมการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยที่จะเข้าสู่อาเซียน การเชื่อมโยง ซึ่งจะต้องเชื่อมจริงๆ ไม่ใช่บอก 2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ดีๆ มาบอกกรุงเทพฯโคราช กรุงเทพฯหัวหิน แล้วปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง 2.การศึกษา ต้องมาควบคู่ทันที คุณภาพการศึกษาเป็นประเด็นท้าทายที่สุด แม้แต่เรื่องโอกาสการศึกษาที่มีเด็กตกหล่น ต้องเก็บกลับมาให้หมด และเปลี่ยนวิธีการที่จะทำให้คนเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้
3.สวัสดิการกับสังคมผู้สูงอายุที่รออยู่ ต้องมีคำตอบที่ชัดเจน เราจะมีหลักประกันในวันข้างหน้าอย่างไร 4.ธรรมาภิบาล ต้องมี ไม่ใช่ปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชั่นกัดเซาะทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ 3040% และ 5.การเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยในทุกมิติ ทั้งการเคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ทุกคนเล่นตามกติกา เคารพกฎหมาย แบ่งแยกอำนาจตรวจสอบถ่วงดุล ตัวที่ 13 จะครอบคลุมเรื่องนโยบาย เช่น ดูแลประกันรายได้เกษตรกร การจะหาคำตอบให้คนจำนวนมากที่อยู่ในภาคไม่เชิงนอกระบบ เพราะจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่คนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมอีกเยอะมาก ตรงนี้ต้องดูแล
อภิสิทธิ์ ย้ำว่า ปัญหารัฐบาลชุดนี้ เวลาคิดเรื่องเศรษฐกิจแล้วผูกกับเรื่องประชานิยม มีอยู่ 3 อย่างที่น่าเป็นห่วง 1.คิดว่าทำให้ประชาชนรายได้ดี คือ รัฐเอาเงินไปให้กู้ หรือไปออกกติกาว่ารายได้เท่านั้นเท่านี้ โดยไม่สนใจว่ากลไกเศรษฐกิจตลาดจะกระทบอย่างไร 2.คิดว่าเศรษฐกิจโตได้ รัฐบาลใช้เมกะโปรเจกต์เป็นตัวกระตุ้น ทั้งที่ไม่มีความพร้อม หรือมีความพร้อมและเป็นโครงการใหญ่ๆ รายได้ที่สร้างค่อนข้างจะกระจุกตัวมาก และ 3.ผลประโยชน์ทางธุรกิจกับการเมืองเป็นตัวกำหนดนโยบายตลอด ไม่ใช่ประเมินจากความต้องการของประเทศ ไม่ได้ประเมินจากประโยชน์ส่วนรวม
“ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของบุคลากร ใครเข้ามาก็ถูกชี้นำโดยตรงนี้ คุณไปทำเมกะโปรเจกต์ คุณไปเอากองทุนให้คนกู้ คุณไปโฆษณาว่าคนทำงานนี้จะมีรายได้เท่านี้ ไม่ได้ไปดูว่ากลไกที่จะรองรับคืออะไร และทุกนโยบายมีผลประโยชน์เข้าไปเอี่ยว ใครเข้ามาผมก็เห็นวนอยู่ตรงนี้หมด
จะเปลี่ยน รมต.คลัง ก็ไม่เปลี่ยนตรงนี้ จะเปลี่ยนแม้แต่ตัวนายกฯ ก็ไม่เปลี่ยนตรงนี้ ตราบที่พรรคของทักษิณเป็นตัวกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เพราะวนอยู่แค่นี้ คิดได้แค่นี้ เพียงแต่มันหวือหวารวดเร็ว แต่ประชาธิปัตย์ไม่เคยมาสัญญาว่าใครรวยเร็วได้ รัฐบาลมีให้ ไม่ต้องทำอะไร โครงการใหญ่ๆ ตื่นตาตื่นใจ”
อภิสิทธิ์ ย้ำ การทำหน้าที่ฝ่ายค้านต้องบอกความจริงและความเข้าใจกับสังคม “หากจะรักษาภาพลักษณ์ไม่ต้องยุ่งอะไรกับใคร นั่งอยู่เฉยๆ ผมก็ต้องถามว่าแล้วเราจะเป็นนักการเมืองที่มีความเชื่อเรื่องระบบการตรวจสอบถ่วงดุลทำไม ผมก็ต้องออกไปสู้ ไปปกป้องกฎหมายกระบวนการยุติธรรม นิติรัฐ จำเป็นต้องทำ”
เขาเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้มีนิสัยนิยมความรุนแรง แต่สิ่งที่ไปประสบด้วยตัวเองก็คือ ความรุนแรงเกิดขึ้นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือการจัดตั้ง เช่น ทำกิจกรรมและไปป่วน อย่างภาคกลางป่วนหลายจังหวัดมาจากที่เดียวกัน กลุ่มเดียวกัน ส่วนที่สอง การใช้สื่อปลุกระดมหรือพูดซ้ำๆ ให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงก็ทำวิธีการนี้ต่อเนื่อง
“บางทีคนที่อยู่ข้างนอกก็จะบอกว่าพรรคการเมืองอย่าไปตอบโต้กันได้ไหม แต่ถ้าพรรคไม่อธิบาย กลายเป็นว่าหลายเรื่องซึมซับเป็นความเข้าใจผิด ก็จำเป็น เป็นฝ่ายค้าน โดยบทบาทต้องตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ แต่มีการสร้างกระแสอย่าวิพากษ์วิจารณ์ อย่าไปตอบโต้ ก็เท่ากับไม่ให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ แต่พวกผมไม่ได้ทำแบบชุดที่แล้ว ไม่ได้ไปขัดขวางการลงพื้นที่ปลุกระดมให้มาก่อเหตุสร้างความรุนแรง
ต้องพูดเพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่า อะไรเป็นอะไร แต่ถ้าไม่สามารถนำข้อมูลไปถึงประชาชนได้ ความเสียเปรียบก็มี ตัวอย่างเช่น รัฐบาลพูดเรื่องเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ทำโครงสร้างพื้นฐาน เราวิพากษ์วิจารณ์ชี้ให้เห็นจุดอ่อน ปัญหา การตอบโต้ที่ง่ายที่สุดก็คือบอกว่าถ่วงความเจริญ แต่วันนี้พอเราทำต่อเนื่อง คนเริ่มเข้าใจว่าโครงการยังไม่พร้อม แต่หากเราหวั่นไหว บอกว่าขืนไปคัดค้านตายแน่ เพราะคนจะหาว่าเราถ่วงความเจริญ ในที่สุดเราก็ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ เรื่องรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมก็เหมือนกัน”
ไม่ได้ค้านหัวชนฝาทุกเรื่อง หัวหน้าพรรค ปชป. บอกว่า กรณีปัญหาภาคใต้ พรรคให้ความร่วมมือมาก “ผมเจอเลขาฯ ศอ.บต. ในงานศพรองผู้ว่าฯ ยะลา (เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่) ที่ จ.นครศรีธรรมราช ท่านยังขอบคุณ สส.ในพื้นที่ที่ช่วย แต่เรายังต้องวิจารณ์กระบวนการพูดคุยสันติภาพ เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำ รูปแบบนี้กับตัวตนที่เขาไปคุยมันผิด พอมันผิดแล้วปัญหาแรงขึ้นจริงๆ
ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ให้พูดคุย แต่มันยากเวลาอธิบายเรื่องเหล่านี้ กับคำพูดอีกฝ่ายง่ายๆ ว่าไม่อยากให้พูดคุยใช่ไหม คุณขวางใช่ไหม ถ้าเราหวั่นไหว ไม่ทำหน้าที่เรา ประเทศแย่ลง ดังนั้นบางครั้งต้องบอกกับลูกพรรคว่าก็ต้องไม่หวั่นไหว หลายเรื่องเราทำไป พูดไปคนไม่ชอบ แต่ต้องทำหน้าที่เรา ถ้าคิดแต่ว่าทำอะไรให้ถูกใจ ปล่อยไปสังคมแย่ลง ไม่ทำหน้าที่แล้วเราจะมาเป็นนักการเมืองทำไม”
ให้วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ อภิสิทธิ์ บอกว่า “ผมยืนยันมาตลอดว่า 4 ปี รัฐบาลอยู่ได้สบายๆ ถ้าไม่มายุ่งเรื่องที่สร้างปัญหา เพราะฉะนั้นนโยบายพิสูจน์กันไปเลย จำนำข้าวแล้วเกิดอะไรขึ้น พอมาแตะเรื่องแบบนี้ก็ทำให้เกิดความกังวลตลอดเวลาว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งสูงมาก
นายกฯ ก็อย่างที่บอก เวลาถามเรื่องนิรโทษกรรม แล้วแต่สภา แต่สังคมไหลไปสู่การขัดแย้งมากขึ้น ที่ไม่ได้เกิดจากคนอื่น เกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐบาล หรือคนของรัฐบาลเอง วันนี้ล้อมศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเสื้อแดง เข้าชื่อไม่ยอมรับอำนาจศาล บอกเป็นเรื่องของ สส. แล้วใครรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดความขัดแย้งรุนแรงบ้านเมืองเสียหาย ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย”
“ผมห่วง ก็เห็นชัดว่าคุณทักษิณปักธงมาเรื่องไหน รัฐบาลก็ต้องขยับตาม วาทกรรมเรื่องเมื่อไหร่จะก้าวข้ามทักษิณ ต้องไปถามรัฐบาล ถ้ารัฐบาลก้าวข้ามทักษิณ บ้านเมืองสงบ อาจจะได้เป็นรัฐบาล 20 ปีก็ได้ ที่พวกผมต้องพูดถึงทักษิณ เพราะรัฐบาลไม่ยอมก้าวข้าม ตั้งแต่ที่เขาพักกฎหมายปรองดองค้างไว้ จนถึงวันที่มาเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ สงบมาก แต่ที่ต้องมาพูดถึงเขาก็เพราะรัฐบาลไม่ยอมก้าวข้าม ถ้ารัฐบาลก้าวข้ามก็จบกันไป”
ถามตรงไปตรงมา...แต่คนยังมอง อภิสิทธิ์ ไม่ติดดิน “ก็เป็นวาทกรรมที่สร้างกันขึ้นมา ผมอยู่ในการเมืองมา 21 ปี ถ้าผมไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้ก็คงเป็นเรื่องแปลกมาก ที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ แต่ผมก็เป็นตัวของตัวเอง ไม่ไปฝืนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา”







