
มาร์ค รีแบรนด์ ประชาธิปัตย์...ไม่รัตติกาล
ภายหลังอภิสิทธิ์เปิดให้ “โพสต์ทูเดย์” สัมภาษณ์พิเศษถึงอนาคต
โดยพิเชษฐ์ ชูรักษ์ / ธนพล บางยี่ขัน
ภายหลังอภิสิทธิ์เปิดให้ “โพสต์ทูเดย์” สัมภาษณ์พิเศษถึงอนาคตของประชาธิปัตย์ เหมาะเจาะที่วันรุ่งขึ้น (25 เม.ย. 2556) “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ภาคกลางของพรรค ก็เปิดแถลงจะนำระบบ “ไพรมารี คอคัส” มาใช้คัดเลือกผู้สมัคร สส.
เป้าหมายของอลงกรณ์ตรงกับเป้าหมายของพรรคที่ต้องการ “ยกเครื่อง ปชป.” เพื่อล้างประวัติศาสตร์พรรคการเมืองอายุ 67 ปี ที่ไม่เคยชนะเลือกตั้งทั่วไปมาอย่างยาวนานถึง 21 ปี
แต่การนำเรื่องภายในมาพูดข้างนอก ทำให้นายหัวชวน และหัวหน้าพรรค ไม่แฮปปี้นัก
“เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคมีจุดอ่อนหรือข้อจำกัด แต่สิ่งที่ต้องไม่ละทิ้งคือ หลักการ อุดมการณ์ หากต้องละทิ้งอุดมการณ์เพื่อชนะการเลือกตั้ง ผมว่าคนเกือบทั้งหมดของพรรคจะไม่เอาด้วย” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายหลังถ้อยแถลงของอลงกรณ์
...ต่อไปนี้เป็นเป้าหมายของหัวหน้าพรรค ปชป.วัย 48 ซึ่งรั้งเก้าอี้ผู้นำพรรคมา 8 ปี
คุณอลงกรณ์เสนอปรับโครงสร้างพรรค วัฒนธรรมพรรค เพราะเป็นปัญหา
มีหลายจุดที่ต้องปรับปรุง คุยกับอลงกรณ์เป็นระยะๆ แต่ต้องสื่อสารให้ชัดว่าจะเปลี่ยนในเรื่องอะไร จะต้องไม่ไขว้เขวเรื่องอุดมการณ์ ที่จริงก็ปรับมาโดยตลอด เพราะที่พรรคอนุมัติยุทธศาสตร์ 15 ข้อ ที่เรามาร่วมเดินเรื่องพิมพ์เขียว กระจายอำนาจในการบริหาร และที่คุณอลงกรณ์ทำอยู่ก็เป็นแนวทาง แต่ต้องทำมากขึ้น แต่รายละเอียดเพิ่มเติมก็ต้องว่ากันในแต่ละพื้นที่ ต้องต่างกัน จะใช้สูตรเดียวกันไม่ได้ คุณอลงกรณ์ดูแลภาคกลาง บางทีก็มองว่าภาคเหนือ ภาคอีสานต้องทำแบบเดียวกับภาคกลาง ซึ่งไม่ใช่ มันคนละแนว สถานการณ์มันต่างกัน เราต้องปรับปรุง จะถึงขั้นว่าเป็นวัฒนธรรมก็ไม่เชิง บางเรื่องที่พรรคทำก็ถูกต้อง เพียงแต่ว่าต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับปรุงการสื่อสาร ปรับปรุงท่วงทำนองในบางเรื่อง
มีเสียงวิจารณ์คนทำงานมีมันสมองกระจุกอยู่รอบตัวหัวหน้าพรรคไม่กี่คน
ไม่จริงครับ เพียงแต่คนจำนวนมากที่เขาช่วยงานพรรคในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ เขาก็บอกว่าต้องทำเงียบๆ ผมมาประชุม สส. สัมมนา สส. ก็เปิดโอกาสให้พูดกันเต็มที่ ไม่ได้มีการปิดกั้น
ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีมุมสะท้อนว่า ปชป.ขายไม่ได้ แต่ชนะเพราะคนกลัวฝั่งตรงข้ามจะมา
เราไม่สามารถตอบได้ สถานการณ์แต่ละครั้งจะเป็นอย่างไร เชียงใหม่ที่เพิ่งผ่านมาเราก็อยากได้คะแนนมากกว่านี้ ของเขาเองประกาศว่าได้เป็นแสนแน่ ก็ต้องคิดเหมือนกันว่าทำไมเหลือ 6 หมื่นกว่า สถานการณ์การเลือกตั้งตอบยาก ปี 2554 เพื่อไทยชนะ ตกลงชนะเพราะ 300 บาท จำนำข้าวหรือเปล่า ผมก็ไม่เห็นมีใครกล้าฟันธง
ที่ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะสุขุมพันธุ์โมเดล อภิสิทธิ์โมเดล หรือ ปชป.โมเดล
ถ้าจะให้สรุป ไม่ใช่สุขุมพันธุ์ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ แต่เป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ คนเมืองหลวงตัดสินใจบนภาวะการเมืองที่กังวลต่อการผูกขาดอำนาจ ให้การเมืองดำรงความหลากหลาย และขณะเดียวกันให้โอกาสประชาธิปัตย์ และทาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ (บริพัตร) ทำงาน สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ท่านผู้ว่าฯ พรรคต้องตอบสนองความคาดหวังคนกรุงเทพฯ ให้มากที่สุด ดีที่สุด ขยันมากขึ้น เร่งรูปธรรมออกมา
จะนำผลการเลือกตั้ง กทม.มาใช้ในภาพรวมอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับ กทม. พรรคให้ความสำคัญกับมิติทางสังคม ในระดับชาติจะเห็นชัดว่าโครงการขอกู้เงิน 2 ล้านล้าน บวกดอกเบี้ยเป็น 5 ล้านล้านบาท เป็นหนี้กัน 50 ปี มีเรื่องเดียวคือขนส่งคมนาคม เกิดคำถามว่า การลงทุนที่จำเป็นด้านสังคมจะทำอย่างไร
สิ่งที่พรรค และ กทม.กำลังดำเนินการขณะนี้คือ โครงการพิมพ์เขียวประเทศไทย ร่วมกับหลายๆ ฝ่าย มี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ มาเป็นประธาน ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ใช่จมอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประชานิยม แต่วิธีการทำไม่เน้นการใช้คำโตๆ เช่น ปฏิรูป แต่จะทำงานกับท้องถิ่น ขนาดอาจจะเล็ก แต่จะเป็นตัวสะท้อนวิธีคิดทิศทางประเทศ
ปชป.จะเอาร่างพิมพ์เขียวไปพัฒนาเป็นนโยบาย
เป็นส่วนหนึ่ง ในชั้นแรกยังไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง สิ่งที่เราพูดไว้ก็คือวิธีการทำงาน วิธีคิดแก้ปัญหา เราอยากให้นิยามความเป็นประชาธิปัตย์ ต่อไปเห็นใครมาทำงานขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาก็จะได้ทราบว่าคิดแบบนี้คือคิดแบบประชาธิปัตย์ เห็นการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เรื่องเศรษฐกิจไม่เป็นธรรม ก็จะได้นิยามว่านี่คือประชาธิปัตย์ เห็นเรื่องการส่งเสริมธรรมาภิบาลก็จะบอกว่านี่คือประชาธิปัตย์
ได้ลงพื้นที่ขยายแนวคิดเหล่านี้ในต่างจังหวัด
เราทำสองมิติ มิติหนึ่งในเชิงพื้นที่ เราอาจต้องเชื่อมผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรามีที่ลำพูน หาดใหญ่ ภูเก็ต นอกเหนือจาก กทม.ที่สนใจมาทำงานกับเราแล้ว ตอนนี้เริ่มคุยกับทางท้องถิ่นในภาคอีสานด้วย บางรายก็อาจจะทำงานเงียบๆ บางรายก็จะขับเคลื่อนเป็นเรื่องเป็นราวอีกที ความริเริ่มทำค่ายนโยบายมี 20 กว่าเรื่อง ขณะนี้ในสามหมวด คือ การศึกษา เศรษฐกิจเป็นธรรมยั่งยืน และธรรมาภิบาล เราจะไปกระตุ้นโดยเชิญฝ่ายต่างๆ ในสังคมเข้ามาร่วม
ถือเป็นการเตรียมรีแบรนด์ประชาธิปัตย์หรือไม่
ผมไม่ค่อยได้สนใจในเชิงการตลาดตรงนั้น ผมสนใจในเชิงเนื้อหาสาระมากกว่า การทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ ก็ทำกันไป ผมห่วงเรื่องทิศทาง เรามีปัญหาเรื่องความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง พอมองหลุดจากเรื่องความขัดแย้งไปสู่นโยบายก็ยังเป็นการแข่งขันนโยบายเฉพาะหน้า และบางทีก็เน้นการตลาด เช่น ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพูดคุยสันติภาพก็ไปเน้นเรื่องการตลาดมากกว่าการพยายามทำให้สำเร็จ
ปชป.จะใช้นโยบายไม่ไปแข่งเรื่องการตลาด
(ตอบทันที) การตลาดก็ต้องทำ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ไม่ได้เอาเป็นตัวหลัก ต้องเอาเนื้อหาสาระเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน เพราะเราต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย วันนี้ที่ประเทศเราลดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ก็เพราะเอาเรื่องการตลาดเป็นตัวทำให้เกิดปัญหา
ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปัตย์ถูกตำหนิเรื่องการบริหาร
(ตอบทันที) ถูกวิจารณ์ ผมยอมรับ เรามีจุดอ่อน มีประเด็นที่ต้องปรับปรุงแก้ไข และจะต้องวางแนวทางหลายอย่าง การเมืองมีทั้งสองส่วน ถ้าใช้ศัพท์การเมืองก็ต้องบอกว่า งานกระแสส่วนหนึ่ง กับการวางเครือข่ายมวลชน ฐานเสียง จะใช้คำอะไรก็ตามแต่ ส่วนหลังก็กำลังเดินหน้า มีแผนรองรับชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ควรเพิ่มผู้แทนให้มากสุดคือพื้นที่ภาคกลาง ก็กำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้เต็มที่ ส่วนเรื่องกระแสก็ต้องพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร
นอกจากบริหารไม่เป็น ปชป.ยังถูกโจมตีว่าเป็นพรรคขุนนางราชการ อนุรักษนิยม
เป็นวาทกรรมไงครับ ถ้าเราไม่พยายามอธิบายก็จะไม่เข้าใจ ผมถามว่าถ้าเราบริหารไม่เป็น ทำไมพรรคเราเป็นพรรคที่กอบกู้วิกฤตให้กับประเทศทุกครั้ง และต่างชาติยอมรับด้วย ถ้าเราไม่ผลิตนโยบายใหม่ๆ ออกมาเลย ผมถามว่านโยบายที่เป็นระบบที่สุดจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เช่น ประกันรายได้ กองทุนเงินออม เพียงแต่เราไม่หวือหวา อาจจะเป็นปัญหาการสื่อให้ถูกกับความต้องการของคน ก็ต้องทำมากขึ้น ข้อครหาก็ต้องอธิบาย จุดอ่อนที่มีก็ต้องแก้ไขปรับปรุงไป
ต้องใช้เวลาสื่อสารนานไหมให้คนเข้าใจ
ตอบยากว่าใช้เวลานานเท่าไหร่ ต้องอย่าลืมว่าแม้แต่คนที่สนับสนุนมีใจให้กับพรรคก็คาดหวังไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องที่ต้องหาความสมดุล ผมมาเป็นหัวหน้าพรรคปี 2548 ปชป.ในอดีตเคยได้รับเสียงสนับสนุนสูงสุด 7 ล้านคน ผมมาเป็นหัวหน้า เลือกตั้ง 2 ครั้ง คะแนนอยู่ที่ 11 กับ 12 ล้านคน แสดงว่าฐานเราเพิ่ม 34 ล้านคน วันที่ผมเป็นหัวหน้าพรรค ไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียง วันนี้เขาลงไปเหลือ 14-15 ล้าน ก็ต้องคิดว่ามันจะติดหล่มอยู่ที่ 11-12 ล้านไม่ได้ ต้องขยับขึ้นมาเป็น 15-16 ล้านให้ได้
ในฐานะคนรุ่นใหม่เป็นหัวหน้าพรรค 8 ปี สามารถเปลี่ยน ปชป.ได้แค่ไหน
(ตอบโดยยังถามไม่จบ) ผมว่าเราขยับมาหลายเรื่อง นอกเหนือจากฐานเสียง เราเข้าหาเครือข่ายภาคประชาชนมากขึ้น นโยบายที่พยายามทำในขณะนี้ เช่น เรื่องสวัสดิการ ระบบประกันรายได้ การออม การให้ความสำคัญเรื่องมิติสังคม การศึกษา สาธารณสุข เป็นจุดที่ต้องการมีการต่อยอด
8 ปี ยังมีภาพทายาทคุณชวน พรรคของคนใต้
ลดลงไปเยอะ ก็ไม่เป็นธรรมกับภาคใต้เท่าไหร่ พอได้ สส.เยอะ ก็ต้องมีบทบาทที่เห็นชัดเจนกว่า แต่ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ เวลาที่คุณชวนเป็นรัฐบาล มีโครงการศูนย์ประชุมภูเก็ต คุณทักษิณเข้ามาเลิกศูนย์ประชุมภูเก็ต แล้วเอาไปทำที่เชียงใหม่ วันที่ผมกลับมาเป็นรัฐบาล โครงการเชียงใหม่มีปัญหา แต่ผมไม่เลิก ภูเก็ตอยากทำ ผมก็ทำอีกโครงการ แต่ไม่ไปดึงของเชียงใหม่ เพราะเราเป็นพรรคของคนทั้งประเทศ
ส่วนเรื่องทายาทคุณชวน แล้วแต่อารมณ์คนจะด่า วันไหนผมเห็นด้วยกับท่าน ผมก็กลายเป็นเด็กนายชวน วันไหนผมทำอะไรไม่เหมือน เขาก็ด่าว่าผมเป็นเด็กดื้อไม่ฟังผู้ใหญ่ ผมก็เป็นตัวของผม บางเรื่องผมก็เห็นด้วยกับท่าน บางเรื่องผมก็อาจจะเห็นต่าง แต่ผมก็ปรึกษา รับฟังผู้ใหญ่ทุกท่าน
ส.ศิวรักษ์ บอก ปชป.กำลังจะเข้าสู่ยุครัตติกาล แม้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นอภิสิทธิ์
วันนี้ ปชป.ต้องขยายฐาน วันนี้ ปชป.ยังเป็นหลักให้กับบ้านเมืองในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในยุคซึ่งหลายฝ่ายจำนนหรือถูกกดดัน หรือไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้เต็มที่ แต่ประชาธิปัตย์ยังเป็นหลักตรงนี้ ผมมั่นใจว่าตรงนี้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับพรรค เราต้องไม่ทิ้งพื้นฐานตรงนี้ แต่เราต้องทำอะไรเพิ่ม ถามว่าภารกิจเรายากไหม...ยาก อย่าลืมว่า ปชป.ทุกยุคทุกสมัย ก็สู้มาด้วยความยากลำบากมาตลอด ใครดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย เขาก็บอกว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายข้างน้อยโดยธรรมชาติมาโดยตลอด
โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะล้มหายตายจากไปเพราะการเมืองอีกขั้ว
ผมยืนยันว่าไม่หาย ยืนยันว่าเราเป็นหลักที่มั่นคงชัดเจนที่สุดของคนจำนวนมากในสังคมที่มีอุดมการณ์นี้







