
ปชป.จี้รัฐเร่งปัญหาปากท้อง
โฆษกปชป. อัดรัฐเร่งเดินหน้าประเด็นการเมือง แต่ละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน
โฆษกปชป. อัดรัฐเร่งเดินหน้าประเด็นการเมือง แต่ละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาประเทศขณะนี้ รัฐบาลมีความพยายามที่จะเดินหน้าผลักดันในเรื่องที่เป็นประเด็นการเมืองในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แต่รัฐบาลกลับทิ้งและไม่สนใจปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยขณะนี้พรรคเพื่อไทยจะเปิดเวทีปราศรัยโดยเน้นเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งการเปิดเวทีของพรรคเพื่อไทยเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองก็ทราบดีว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จึงเป็นเหตุให้มีการจัดเวทีบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมในสมัยหน้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ยกระดับประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องประโยชน์ของนักการเมือง
นายชวนนท์กล่าวต่อว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมนี้ นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าเวทีผ่าความจริงในการพูดถึงสิ่งที่รัฐบาลกำลังสร้างความเสียหายให้กับประชาชนแล้ว ก็ยังจะเรียกร้องเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลกลับมาให้ความสำคัญกับประชาชนใน 4 ประเด็น คือ 1.ปัญหาภัยแล้ง ที่ขณะนี้มี 49 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 20,000 กว่าอำเภอ พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมาแก้ปัญหา ผ่านกระบวนการตามที่รัฐบาลได้มีการกู้เงินผ่านพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างบริหารจัดการน้ำ แต่ก็นำเงินมากองไว้ 16 เดือน แต่ยังไม่สามารถนำเงินก้อนดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ทั้งทีรัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชน แต่ที่ยังไม่ดำเนินการอะไรนั้น เป็นเพราะอยู่ในกระบวนการร่างทีโออาร์เพื่อให้ง่ายต่อการทุจริตของนักการเมือง
2.สถานการณ์ของแพง ซึ่งย้อนกลับมาอีกครั้ง และเป็นสภาวะที่แพงกว่าทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น แตงกวา มะนาว หรือสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ จากการตรวจสอบกับกรมการค้าภายในพบว่าสินค้าต่างๆ มีราคาสูงกว่าหน้าร้อนปีที่แล้วแทบทั้งสิ้น 3.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งๆ ที่มีการใช้เงินพยุงราคาไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ราคาตกไปถึงกว่าร้อยละ 50 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เงินไปโดยไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีการอนุมัติงบประมาณพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวไป 4 หมื่นล้าน แต่กลับมีการใช้งบประมาณจริงแค่ 2.5 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถพยุงราคายางพาราให้ขึ้นมาได้แม้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลได้นำงบประมาณดังกล่าวไปเวียนเทียนยางในการทุจริตคอรัปชั่นจนเป็นสาเหตุให้ราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องเช่นเดียวกับปาล์มน้ำมัน ที่ขณะนี้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก ปัจจุบันราคาที่ลานเทอยู่ที่ 2.60 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าหักต้นทุนแล้วเกษตรกรจะได้เงินเพียง 1.90 บาทต่อกิโลกรัม เรียกได้ว่าตกต่ำลงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 300 บาท เป็น 1,200 บาท ซึ่ง ชาวสวนปาล์มตั้งข้อสังเกตว่า เกิดจากการที่ รัฐบาลลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านการทำสัญญาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นเหตุให้มีการกดราคาภายในประเทศ รวมถึงมีกลไกที่ไม่ปกติไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรอยู่ และ
4.กรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานจะมีมติลอยตัวก๊าซแอลพีจี หรือแก๊สหุงต้มในภาคครัวเรือน โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ และจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ จนครบ 6 บาทในหนึ่งปี ซึ่งจะทำให้มีราคาเท่ากับในภาคขนส่ง จากนั้นก็จะปล่อยให้แอลพีจีภาคครัวเรือนและขนส่งมีราคาเท่ากับภาคอุตสาหกรรม โดยการอิงราคากับตลาดภายนอกประเทศ ทั้งนี้ คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลโดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นในบริษัทอย่างปตท.ทั้งในประเทศและจากกองทุนรวมในต่างประเทศ จะได้รับประโยชน์ แต่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยพรรคประชาธิปัตย์ขอแสดงจุดยืนคัดค้านเรื่องดังกล่าว เพราะประเทศไทยมีก๊าซแอลพีจีเป็นของตัวเองในอ่าวไทย จึงไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกับราคาในตลาดโลก รัฐบาลทำเช่นนี้ส่อให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากล เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้มีบุญคุณหรือผู้อำนาจเหนือรัฐบาล







