
เคาะเก็บภาษีเหล็กรีดเย็น สกัดนำเข้าจาก3ประเทศ
เคาะเก็บภาษีเหล็กรีดเย็นจาก 3 ประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม
เคาะเก็บภาษีเหล็กรีดเย็นจาก 3 ประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม ไต้หวัน อัตรา 8.76-11.76%
คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดเเละการอุดหนุน (ทตอ.) และคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีมติให้เรียกเก็บหลักประกันอากรสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน จาก 3 ประเทศ คือ จีนและเวียดนามในอัตรา 11.76% ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. และไต้หวันในอัตรา 8.76% ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. เพราะพบพฤติกรรมการนำเข้าเหล็กจาก 3 ประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ในช่วงเวลาการพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี)
ทั้งนี้ เป็นการเรียกเก็บอากรตามมาตรา 31 ภายใต้ พ.ร.บ.ตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตามที่บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย ร้องเรียนมา เนื่องจากระหว่างการไต่สวนใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มีการนำเข้าสินค้าจากคู่กรณีเพิ่มขึ้น 57.56% หรือปริมาณ 2.38 แสนตัน และมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง โดยบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย ขอให้กระทรวงออกมาตรการดูแลจนกว่าจะมีการประกาศผลการพิจารณาเก็บภาษีเอดีอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ผลิตในประเทศที่มีอยู่ 2 ราย คือ บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย และบริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 1.75 ล้านตันต่อปี แต่มีการผลิตรวม 9.8 แสนตันต่อปี ในขณะที่มีความต้องการใช้ในประเทศ 1.38 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับการพิจารณาทบทวนอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนจากญี่ปุ่นใหม่ ภายหลังจากบริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชัน ควบรวมกิจการกับบริษัท ซูมิโตโม เมทัล อินดัสทรีส์ กลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อว่า นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล คอร์ปอเรชัน เพราะระดับภาษีเอดีของสองบริษัทแตกต่างกัน โดยนิปปอนฯ ถูกเก็บเอดี 0% ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. นับจากปี 2553 แต่บริษัทที่รวมขึ้นมาใหม่จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีเอดีเท่าผู้ผลิตรายอื่น คือ 36.25%
ที่ประชุมยังได้พิจารณาต่ออายุมาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) สินค้าบล็อกแก้วจากทุกประเทศออกไปอีก 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2557 ถึง 14 ม.ค. 2560 ในอัตราปีแรกเก็บภาษี 27.5% เพื่อให้ผู้ผลิตที่เหลือเพียงรายเดียว คือ บริษัท บางกอกคริสตัล มีระยะเวลาในการปรับปรุงและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมต่างประเทศได้







