
ทางเลือกอินเดีย : ต้องละโอกาสผงาดขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกเพื่อประชาชน
มีคำกล่าวว่า “จีน” บวกกับ “อินเดีย” เป็น Chindia จะเป็นขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 หลังจากที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวคู่กับจีนมาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาและยูโรโซนขึ้น หลังจากปี 2551 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งจีนและอินเดียจึงเริ่มลดลง
มีคำกล่าวว่า “จีน” บวกกับ “อินเดีย” เป็น Chindia จะเป็นขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 หลังจากที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวคู่กับจีนมาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาและยูโรโซนขึ้น หลังจากปี 2551 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งจีนและอินเดียจึงเริ่มลดลง
ย้อนกลับไปดูสถานการณ์ เมื่ออินเดียหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 2490 ถึงแม้อินเดียจะมีระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่การบริหารประเทศกลับยังดำเนินไปภายใต้นโยบายแบบสังคมนิยม ที่เน้นบทบาทของภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเป็นการวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางและควบคุมโดยรัฐ ที่เรียกกันว่า “License Raj” ที่มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโตช้า จนกระทั่งในปี 2534 ก็เริ่มมีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหม่ เป็นช่วงที่ P.V.R. Narasimha Rao เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียที่มั่นคงขึ้น รวมทั้งทำให้รายได้ของประชากรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานจากสำนักงานสถิติกลางรัฐบาลอินเดีย คาดการณ์เศรษฐกิจสิ้นปีงบประมาณนี้ว่า GDP ของประเทศในปี 2556 จะเติบโตอยู่เพียง 5% ต่ำกว่า 6.2% ของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขยายตัวช้าสุดในรอบ 10 ปี ทำให้รัฐบาลของนายมันโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจอินเดีย
ซึ่งนาย Singh ก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจอินเดียกำลังอยู่ในช่วงที่ลำบาก แต่ก็มีความมั่นใจว่ากำลังจะดีขึ้น โดยจะมีการกระตุ้นภาคการลงทุนให้มากขึ้น และในขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีด้านการลงทุน เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติในโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วขึ้น รวมทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนในสาขาค้าปลีก การบิน ประกันภัย การท่องเที่ยว การธนาคารอีกด้วย
ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวลดลง ไม่ได้เกิดจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกและปัญหาหนี้สินของยูโรโซนแต่เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเกิดจากอุปสรรคต่างๆ ที่มีอยู่ภายในประเทศที่มีมายาวนาน ทั้งด้านการเมืองและสังคม ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้อินเดียไม่สามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจให้ลื่นไหลไปกับโลกาภิวัตน์ได้ดีพอเท่ากับจีน ที่มีความสามารถเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า
ระยะเวลาที่ผ่านมาในอดีต ตั้งแต่ยุคของ มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) อินเดียมีแนวทางและเป้าหมายที่จะส่งเสริมภาคการเกษตรให้แข็งแรง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างสวัสดิการสังคมเป็นหลัก แนวทางดังกล่าวนั้นยังเป็นมรดกตกทอดมาอีกยาวนาน จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหลังสงครามเย็นที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์หมดไปและทุนนิยมเริ่มเฟื่องฟู แนวนโยบายรัฐของอินเดียก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ยังคงเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจน และใช้นโยบายประชานิยมแบบเดิมๆ
ทั้งนี้ นโยบายที่เกิดขึ้นมาในอดีตต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลอินเดียปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจยากขึ้น ผลก็คือ ในวันนี้อินเดียต้องประสบกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลทางการคลัง อัตราเงินเฟ้อสูง และความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนั้น ภาคการเกษตรที่ได้รับการส่งเสริมมายาวนานก็ไม่ได้พัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลา แต่ยังคงล้าสมัยอยู่มาก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับจีนที่ดูจะพัฒนาในเรื่องนี้ได้ดีกว่ามาก แต่มีส่วนที่ต้องชื่นชม และถือว่าเป็นความสำเร็จของอินเดีย คือ ด้าน IT และ BPO (Business Process Outsourcing) ที่ทำรายได้ให้อินเดียสูงกว่าจีนในเวลานี้
แนวทางแก้ไขเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่หากปฏิบัติได้จริงอย่างที่นาย Chidambaram รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบัน ที่ครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อปี 2534 ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับนาย Manmohan Singh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดียมาแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักปฏิรูปเศรษฐกิจมือหนึ่งของอินเดีย ได้กล่าวกับ Peterson Institute for International Economics ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจอินเดียของปี 2556 ว่า ที่ต้องการดำเนินการคือ การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (Implementation and Execution) โดยการผลักดันโครงการต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่ให้สำเร็จ
นอกจากนั้น จะต้องปรับปรุงราคาน้ำมันและแก๊ส LPG ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ลดการอุดหนุนน้ำมันดีเซลลงครึ่งรูปีทุกเดือน เป็นเวลา 9 เดือน จนเป็นราคาตลาด ปรับโครงสร้างภาคพลังงานและระบบสัมปทานน้ำมัน แก๊ส เป็นระบบแบ่งรายได้ แทนระบบแบ่งปันจากผลผลิต และยังกล่าวเน้นอีกว่า อินเดียจะเน้นนโยบายการลงทุนเพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมาดูเหมือนภาครัฐของอินเดียจะเข้าใจปัญหาพื้นฐานของประเทศดี เพราะมีนโยบายที่มุ่งสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนตลอดมา แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดความยากจนของชาวอินเดียอีก 400 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ได้
ผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนก็ยังต้องเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอินเดียอยู่ แต่วิธีการคงจะต้องเปลี่ยนไป เพราะนโยบายที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจจะใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
หากการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียในปัจจุบันมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่เพียงพอและขจัดอุปสรรคทางการค้าการลงทุน และสามารถปฏิบัติตามแผนการปฏิรูปได้เร็ว ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจอินเดียจะกลับมารักษาอัตราการขยายตัวของ GDP ให้สูงต่อไปได้
วันนี้คงไม่ใช่ช่วงเวลาที่อินเดียจะตั้งเป้าเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศแนวหน้าของเศรษฐกิจโลกอย่างจีน แต่ควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังให้เป็นผลสำเร็จ แล้วผลดีที่จะเกิดตามมา คือ การนำพาให้ชาวอินเดียอีกหลายล้านคนพ้นจากความยากจน ขณะเดียวกันสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ก็ยังสามารถรักษาระดับ “ขาขึ้น” ได้อย่างมั่นคง







