
‘สภาผัว-สภาเมีย’
วันก่อนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว. มีมติให้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงสมัคร สว. หมายความว่า หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบกับการตัดประเด็นนี้ออกไป เท่ากับว่าในอนาคตอาจจะเกิดสภาผัวสภาเมียขึ้น
วันก่อนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว. มีมติให้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงสมัคร สว. หมายความว่า หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบกับการตัดประเด็นนี้ออกไป เท่ากับว่าในอนาคตอาจจะเกิดสภาผัวสภาเมียขึ้น
ทั้งนี้ คำว่า “สภาผัวสภาเมีย” เริ่มต้นพูดกันมากในช่วงปี 25482549 ซึ่งเป็นจังหวะที่เกิดวิกฤตการเมือง ขณะนั้นรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง 200 คน โดยไม่ได้จำกัดสิทธิบุคคลเครือญาติกับฝ่ายการเมืองลงสมัคร สว. ส่งผลให้ สว.ที่เข้าสภาส่วนใหญ่ล้วนมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก ผ่านการมีสถานะเป็น พี่ น้อง สามี ภรรยา ฯลฯ ของ สส. รัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคการเมือง
ที่สำคัญในระหว่างการทำงานมีหลายกรณี โดยเฉพาะการเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกกล่าวว่าไม่มีความเป็นกลาง จนกระทั่งถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่าเป็น “สภาทาส”
จากปัญหานี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (ส.ส.ร.) ได้แก้ไขด้วยการบัญญัติให้มี สว. 150 คนจาก 2 ระบบ คือ 1.ระบบเลือกตั้ง 75 คน และ 2.ระบบสรรหา75 คน พร้อมกับบัญญัติไว้ในมาตรา 115 (5) ว่า “ผู้สมัคร สว.จะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง สว.
ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงเป็นการปิดประตูตายไม่ให้เกิดสภาพสภาผัวสภาเมียเหมือนในอดีต แต่ล่าสุด กมธ.กำลังจะนำกลับมาอีกครั้ง







