posttoday
ทุนร้อนท่วมโลก ไอเอ็มเอฟนิ่งทิ้งเอเชียเอาตัวรอด

ทุนร้อนท่วมโลก ไอเอ็มเอฟนิ่งทิ้งเอเชียเอาตัวรอด

25 เมษายน 2556

เป็นประเด็นที่กำลังกลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของชาติมหาอำนาจ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นประเด็นที่กำลังกลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของชาติมหาอำนาจ ซึ่งภาวะดังกล่าวกำลังส่งผลให้เหล่าบรรดาประเทศกำลังพัฒนาเผชิญหน้ากับภาวะเงินทุนร้อนไหลท่วมอย่างหนัก จนสร้างความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์และค่าเงินแข็งค่า ที่จะส่งผลต่อความสามารถในการส่งออกอย่างหนักในขณะนี้ โดยเฉพาะไทยและฟิลิปปินส์

แม้ว่าในขณะนี้ความกังวลดังกล่าวจากภาวะทุนร้อนไหลท่วมโลกจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญบ่อยครั้ง แต่ทั้งหมดก็ทำได้เพียงแค่การพูดคุยและหารือกันแบบลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น โดยไม่มีการผลักดันมาตรการแก้ไขอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาทั้งสิ้น

เห็นได้จากถ้อยแถลงการณ์ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่แม้ว่าจะออกมาเตือนว่าจะจับตาถึงผลกระทบด้านลบอันเกิดจากการใช้มาตรการกระตุ้นของประเทศมหาอำนาจ แต่ก็มิวายสงวนท่าทีไว้ว่าการใช้มาตรการกระตุ้นต่างๆ ยังมีความจำเป็นอยู่ พร้อมเสริมอีกว่า ในปัจจุบันยังไม่มีการพบหลักฐานว่าได้เกิดภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ในตลาดหุ้นขึ้นแล้ว

ขณะที่องค์กรเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ของโลก เช่น ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ต่างก็ออกมายกมือสนับสนุนการใช้มาตรการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในรายของญี่ปุ่น ที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

สาเหตุที่ทำให้เหล่าบรรดาองค์กรระดับโลกต่างไม่มีใครกล้าออกมาต่อว่า หรือตำหนิการใช้มาตรการการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจ ทั้งๆ ที่การดำเนินมาตรการอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมโลก กำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศอื่นๆ ในโลก ก็คือว่า ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นล้วนเป็นชาติที่มีอิทธิพลครอบงำต่อองค์กรทางเศรษฐกิจสำคัญของโลกไว้ในมือเกือบหมด ดังเช่น กรณีไอเอ็มเอฟ ที่สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ครองเสียงโหวตในการกำหนดทิศทางองค์กรไว้มากกว่า 50% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนารวมกันแล้วไม่ถึง 40%

ดังนั้น องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะไอเอ็มเอฟ จึงเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจเหล่านี้มากกว่าที่จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ด้วยการออกมาพูดถึงปัญหาอย่างผิวเผินและเลือกที่จะแนะนำให้เหล่าบรรดาประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเอเชียให้หันมารับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตนเอง

“ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศอื่นๆ ที่เหลือในโลกก็ควรหันมาหามาตรการปกป้องตนเองจากภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ และปัญหาค่าเงินแข็งค่าด้วยตนเอง” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าว

ขณะที่ ธามัน ชันมูการัตนัม ประธานคณะกรรมาธิการด้านการเงินของไอเอ็มเอฟ ชาวสิงคโปร์ ก็ออกโรงหนุนลาการ์ดอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาควรหันมาใช้มาตรการที่หลากหลายในการรับมือกับภาวะเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างหนักมากขึ้นในขณะนี้ นอกจากนี้ก็ควรใช้โอกาสแต่ละประเทศกำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในการสร้างมาตรการป้องกันจากภาวะเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่ไหลเข้ามาอย่างหนัก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ความล้มเหลวในการทำหน้าที่กระตุ้นเตือนถึงปัญหาอย่างที่ควรเป็นของไอเอ็มเอฟและองค์กรอื่นๆ จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เข้ามาผลักดันให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา 24 ประเทศ (จี24) เช่น บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ลุกขึ้นมาร่วมกันเรียกร้องขอแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยระบุว่า เหล่าบรรดาธนาคารกลางของชาติมหาอำนาจควรที่จะหันมาตระหนักถึงการใช้มาตรการกระตุ้นที่กำลังส่งผลเสียต่อชาติกำลังพัฒนาได้แล้วในขณะนี้

“เรายังคงตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และการฟื้นตัวของชาติมหาอำนาจที่กำลังดำเนินอยู่ เพราะปัจจุบันหลายชาติยังเผชิญกับภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจอยู่ แต่เราก็ขอเรียกร้องให้เหล่าชาติมหาอำนาจตรวจสอบผลกระทบในด้านลบจากการใช้มาตรการกระตุ้นที่จะมีต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย” แถลงการณ์กลุ่ม จี24 ระบุ

นอกจากนี้ กลุ่ม จี24 ยังได้เรียกร้องไปยังไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ออกมาทำหน้าที่ในการประสานการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้สอดคล้องกันมากกว่าที่ทำอยู่

ฉะนั้น นี่จึงกลายเป็นความท้าทายต่อบทบาทผู้นำในเวทีเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ ที่จะต้องตอบคำถามและความแคลงใจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ได้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน