
‘สลายไม่สลาย’ผลกระทบที่อภิสิทธิ์ต้องเลือก
โดย ทีมข่าวการเมือง
ในที่สุดการต่อสู้ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาล กำลังเข้าสู่จุดแตกหัก
หลังจาก
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจใช้ยาแรง ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ม็อบแดงด้านหนึ่งการตัดสินใจใช้ยาแรงครั้งนี้ เป็นเพราะสถานการณ์บีบให้อภิสิทธิ์ต้องทำอะไรสักอย่าง เมื่อม็อบแดงได้ชุมนุมยืดเยื้อมาเกือบเดือน แต่รัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ จนเริ่มเกิด
“แนวร่วมมุมกลับ” ถล่มมาที่รัฐบาลกลุ่มกลางๆ เริ่มเบื่อรัฐบาลที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และเริ่มเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของคนเสื้อแดง
การประกาศใช้ พ.ร.ก. เพื่อเร่งปิดเกมก่อนสงกรานต์ และสกัดไม่ให้คนเสื้อแดงต่างจังหวัดเดินทางเข้าสมทบในกรุงเทพฯ ในการต่อสู้
“ยกที่ 4” ในวันศุกร์ที่ 9 เม.ย. ซึ่งแกนนำประกาศว่าจะใช้ทุกสรรพกำลังที่มีกดดันให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา จากปัจจัยเร่งกรณีสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลถูกปิดผลของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังเป็นการปิดประตูเจรจาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับบีบให้รัฐบาลเลือกว่า
“จะสลายการชุมนุมหรือไม่”หากมองว่ารัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุม ก็คงไม่ได้เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไหร่ในแง่ที่ว่ามีกลุ่มต่างๆ สนับสนุนรัฐบาล เพื่อให้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และทำให้บ้านเมืองกลับมาปกติสุข
โดยเฉพาะการที่ผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพมานั่งร่วมโต๊ะแถลงกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อย่างน้อยก็ยืนยันว่าทหารยังอยู่กับรัฐบาล ประกอบกับเพิ่งได้รับแรงเชียร์จากภาคเอกชนที่สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเต็มที่เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นกองหนุนอย่างดีแก่รัฐบาล
การสลายการชุมนุมย่อมจะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลที่จะยุติการชุมนุมยืดเยื้อไม่ให้บานปลายทำลายบรรยากาศประเทศขณะนี้
ทว่าผลกระทบหากมีการตัดสินใจใช้การสลายการชุมนุม ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือไม่ในทางปฏิบัติ ถ้าเป็นเช่นนั้นคงหลีกเลี่ยงกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาอย่างมหาศาลไม่ได้
ภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงมากที่สุดคือภาคการลงทุน โดยเฉพาะมูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดทางเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวสูง ยังไม่นับเศรษฐกิจในภาคการบริการอย่างการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ไปแล้วก่อนหน้านี้
ตามมาด้วยผลกระทบด้านการทำลายบรรยากาศช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประเมินค่ายาก
ที่สำคัญ การสลายการชุมนุมนั้น รัฐบาลอาจต้องเจอกับการต่อต้านรัฐบาลแบบไร้รูปแบบค่อนข้างสูงตามที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้ปลุกปั่นเอาไว้ว่า
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลจะล้อมปราบเราได้ หรือจะสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า หรือราชประสงค์ได้ ยืนยันว่ามันไม่จบ เพราะคนเสื้อแดงมีทั้งประเทศ ตรงกันข้ามจะเป็นการเพิ่มความโกรธแค้นและชิงชัง และจะนำไปสู่ภาวะการไร้รูปแบบในการต่อสู้ นายอภิสิทธิ์จะไปไหนไม่ได้เลย”ตรงนี้เองจะเป็นช่องว่างให้มือที่สามที่สี่ เข้ามาสร้างสถานการณ์ถึงขั้นการก่อวินาศกรรมทำให้ยากต่อการควบคุมได้
ซึ่งผลเสียจะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ และหากคุมสถานการณ์ไม่อยู่อาจเกิดภาวะจลาจล อนาธิปไตยนำไปสู่
“รัฐล้มเหลว” จนรัฐบาลไม่สามารถอยู่ได้ และหากมีการยุบสภาท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงก็ยิ่งเป็นโรคแทรกซ้อน มองเห็นปัญหาระหว่างเลือกตั้งจนถึงการจัดรัฐบาลที่จะไม่มีใครยอมกันง่ายๆในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลไม่สลายการชุมนุมเพื่อให้คนเสื้อแดงหมดแรงไปเองและยุติการชุมนุมโดยอาศัยกระแสสังคมที่กำลังรุมสกรัมคนเสื้อแดง เป็นตัวบีบให้เสื้อแดงยุติการชุมนุมโดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไร
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลคิด
สถานการณ์ขณะนั้นถึงเวลาที่อภิสิทธิ์ต้องเลือกตัดสินใจ ไม่สลายการชุมนุมหรือสลายการชุมนุมก็ล้วนได้รับผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถ้ารัฐบาลไม่ปิดเกม คนเสื้อแดงมารอบใหม่ ศุกร์เสาร์อาทิตย์ จะแรงกว่าเดิม เพราะเป็นช่วงที่คนเสื้อแดงก็ต้องกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ และรอบนี้จะเดือดเพราะเป็นการต้านการปิดพีเพิลชาแนล กระบอกเสียงของเสื้อแดง และต้านการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไม่มีใครรู้ว่าการยกระดับเข้มข้นขึ้นอีกจะรุนแรงแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะแรงและเดือดกว่าทุกครั้ง
ขณะที่รัฐบาลก็มีเวลาไม่มาก เมื่อใช้ยาแรงหวังฉายแสงมะเร็งที่พัฒนามาเป็นขั้นสุดท้ายก็ต้องเร่งปิดเกม ถ้าปล่อยไว้ไม่เฉพาะประเทศพัง รัฐบาลก็พังด้วย







