
บทเรียนจากคีร์กีซสถาน
...ธนพล ไชยภาษี
ช่วงนี้มีเหตุการณ์ต่างบ้านต่างเมือง พอลำเนาให้มาเทียบเคียงกับสถานการณ์ในบ้านเราอยู่บ่อยๆ ครั้งอย่างเมื่อไม่กี่วันก่อน รัฐบาลอังกฤษก็ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนล่าสุดเมื่อวานนี้ คีร์กีซสถาน ก็เกิดม็อบประชาชนบุกโค่นอำนาจรัฐบาลขึ้นสำเร็จไป
เป็นเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองคล้ายกับบ้านเรา แต่ที่คีร์กีซสถาน สถานการณ์จบลงด้วยความรุนแรง จนนำไปสู่การผ่าทางตันทางการเมืองในที่สุด
ถามว่าบริบทเหตุการณ์ในคีร์กีซสถาน คล้ายกับบ้านเราหรือไม่ ผมเองก็ต้องบอกว่าคล้ายคลึงอยู่บ้าง แต่คล้ายกับการเมืองไทยช่วงก่อนหน้านี้ครับ
คีร์กีซสถานเป็นประเทศที่แตกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อตั้งแต่ปี 1991 สถานการณ์การเมืองการปกครองของประเทศนี้ยังไม่นิ่ง 5 ปีก่อน ก็เกิดการลุกฮือของประชาชนขับไล่อดีตประธานาธิบดี อัสการ์ อากาเยฟไป ทำให้ นายคูร์มันเบค บาคิเยฟ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
5 ปีที่ผ่านมา นายบาคิเยฟ ปกครองประเทศอย่างรวบอำนาจ รวบผลประโยชน์เข้าพรรคพวกโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคม แต่ทว่า แลกมาด้วยมาตรฐานของประชาธิปไตยที่ถูกลิดรอนไป ครอบครัวเขารวยขึ้น ในวงรัฐบาลเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน เล่นพวกพ้อง
ผลสุดท้ายชะตากรรมของนายบาคิเยฟถูกประชาชนโค่นอำนาจ ชาวคีร์กีซสถานก่อจลาจลบุกยึดสำนักงานใหญ่ความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลสั่งตำรวจใช้กำลังปราบผู้ชุมนุม ซึ่งแรกๆ ใช้กระสุนปลอม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระสุนจริง
ความรุนแรงในคีร์กีซสถานนั้น เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองต้องใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ซึ่งในบางครั้งก็ถือว่าเป็นทางออกที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากสถานการณ์มาถึงทางตันอย่างที่สุด
การลุแก่อำนาจของการเป็นประธานาธิบดี ลักษณะการหาผลประโยชน์เข้าตัวนั้นถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่ยังไม่พร้อมกับการเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว
สถานการณ์ในคีร์กีซสถานเป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะคนไทยเองก็ผ่านประสบการณ์การมีอดีตนายกฯ ที่มีลักษณะแบบเดียวกับนายบาคิเยฟ
เพียงแต่มวลชนในไทยไม่เข้มแข็งพอที่จะคว่ำอำนาจผู้นำประเภทนั้นเหมือนชาวคีร์กีซสถาน และต้องยืมมือทหารมาใช้เป็นเครื่องมือ จนกลายเป็นตราบาป อีกทั้งยังไร้ซึ่งความเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยต้องเดินทางมาพบกับทางตันในวิกฤตทางการเมืองในวันนี้แหละครับ







