posttoday
"เจิมศักดิ์"หนุนออกกม.ลูกไม่ควรแก้ม.190

"เจิมศักดิ์"หนุนออกกม.ลูกไม่ควรแก้ม.190

24 เมษายน 2556

“เจิมศักดิ์”ไม่หนุนแก้รธน.ม.190 แนะควรออกกฎหมายลูกประกอบ ด้าน“อภิสิทธิ์”เน้นให้ปชช.มีส่วนร่วม

“เจิมศักดิ์”ไม่หนุนแก้รธน.ม.190 แนะควรออกกฎหมายลูกประกอบ  ด้าน“อภิสิทธิ์”เน้นให้ปชช.มีส่วนร่วม

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา ที่มี นายกฤช อาทิตย์แก้ว สว.กำแพงเพชร เป็นประธาน ได้เชิญตัวแทนจากอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 และอดีตรัฐบาลมาให้ข้อมูลต่อกมธ. ถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 190 และการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอุปสรรคอย่างไรบ้าง

โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตส.ส.ร.2550 ในฐานะประธานยกร่างมาตรา 190 กล่าวว่า ในปัจจุบันผลกระทบกับอธิปไตยของประเทศไม่ได้มีเฉพาะเรื่อเขตแดนหรือเรื่องความมั่นคงเท่านั้น จึงเห็นว่าควรครอบคลุมในเรื่องอื่นๆด้วย โดยเฉพาะการลงทุนทางเศรษฐกิจ ประกอบกับก่อนหน้าที่จะมีมาตรา 190 ภาครัฐได้ไปทำสัญญาทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์และผลเสียให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคไม่ได้มีโอกาสบอกรัฐบาลว่าควรจะต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องใดบ้างหากจะต้องไปเจรจาระหว่างประเทศ จึงเป็นที่มาของการยกร่างมาตรา 190 เพื่อให้รัฐสภาได้มีโอกาสพิจารณา ซึ่งในต่างประเทศก็จะใช้กฎหมายลักษณะนี้

"เดิมจะมีการกำหนดไว้รัฐธรรมนูญด้วยว่ารัฐจะต้องเก็บภาษีจากผู้ได้ประโยชน์จากการทำสัญญาระหว่างประเทศเพื่อมาช่วยเหลือผู้เสียประโยชน์ แต่ปรากฏว่าเวลานั้นได้ส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยทำให้ต้องยกเลิกแนวความคิดนี้ไป ขณะเดียวกันเวลานั้นเชื่อว่าการให้รัฐสภาลงมติในกรอบการเจรจาของรัฐบาลจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับรัฐบาลด้วยในกรณีถ้าคู่เจรจาจะขออะไรมากกว่ากรอบเจรจาที่รัฐสภานั้นไม่สามารถกระทำได้" นายเจิมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีปัญหา คือ รัฐธรรมนูญไม่สามารถระบุรายละเอียดได้หนังสือสัญญาระหว่างประเทศลักษณะใดที่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งการจะมาโทษรัฐธรรมนูญอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะในทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญไม่อาจจะระบุรายละเอียดมากขนาดนั้นได้ รัฐธรรมนูญถึงได้บัญญัติให้รัฐสภาต้องออกกฎหมายประกอบแต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการ

"เมื่อมีผู้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ชี้มูลบุคคลที่ไม่ได้กระทำการตามมาตรา 190 จึงเกิดการเสนอหนังสือสัญญาระหว่างประเทศจำนวนมากเข้ารัฐสภา ซึ่งส่วนตัวสงสัยว่าเป็นการกระทำที่ส่อเจตนาอะไรหรือไม่ แต่ยืนยันว่าปัญหาไม่ได้อยู่มาตรา 190 แต่อยู่ที่การไม่ออกกฎหมายลูก" นายเจิมศักดิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กระบวนการนโนบายสาธารณะของประเทศส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนพอสมควร ซึ่งต่างประเทศมีรูปแบบให้รัฐสภาต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันไม่ให้นโยบายและการเจรจาระหว่างประเทศของรัฐบาลไปกระทบต่อประชาชน เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีรูปแบบให้รัฐสภาสามารถแก้ไขข้อตกลงระหว่างประเทศของรัฐบาลได้ แสดงให้เห็นว่าอำนาจสิทธิ์ขาดไม่ได้อยู่รัฐบาลทั้งหมดแต่อยู่ที่รัฐสภา หรือ ในกรณีรัฐสภาของสหภาพยุโรปก็กำลังเรียกร้องให้ตัวเองมีบทบาทในการเจรจาด้วย

"แนวโน้มทั้งหมดนี้มาจากการที่ประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้น หากไม่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมแล้วจะมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงในโลกดังกล่าวอยากให้กลับมาคิดกันว่าการเจรจาระหว่างประเทศควรให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจไม่ใช่ปล่อยให้เป็นสิทธิ์ขาดของรัฐบาล" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ อุปสรรคการทำงานตามมาตรา 190 คือ ความหวั่นไหวของส่วนราชการที่เกรงว่าจะถูกร้องเรียน ซึ่งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับทราบปัญหานี้ โดยโยนทุกอย่างเข้ามารัฐสภา และในอดีตได้แก้ไขไปส่วนหนึ่งแล้วด้วยการแก้ไขมาตรา 190 ที่กำหนดให้มีกฎหมายลูกว่าด้วยการกำหนดประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องให้รัฐสภาพิจารณาจากเดิมกำหนดไว้แค่การบังคับให้มีกฎหมายลูกเฉพาะในส่วนของขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาเท่านั้น

"วันนี้ถ้าไปถามส่วนราชการว่าอยากแก้มาตรา 190 หรือไม่แน่นอนต้องได้รับคำตอบอยากแก้แน่นอนเพราะต้องการความสะดวก แต่ในความเป็นจริงไม่ควรเอาความสะดวกของฝ่ายบริหารเป็นที่ตั้งแต่ควรเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง และอยากให้กลับไปดูว่าไม่เคยมีกรอบเจรจาไหนที่รัฐบาลเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแล้วรัฐสภาไม่เห็นชอบและรัฐสภาก็ไม่เคยประวิงเวลาหรือถ่วงเวลาออกไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขมาตรา 190 จริงก็ควรคงหลักการเกี่ยวกับการให้รัฐสภาสามารถพิจารณาหนังสือสัญญาที่อาจมีเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือมีผลผูกพันทางการค้าการลงทุนหรองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญเอาไว้ พร้อมกับกำหนดให้มีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน โดยทั้งหมดต้องเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นแนวทางด้วย

"ในอนาคตถ้าเราไม่เอากรอบเจรจาระหว่างประเทศเข้ารัฐสภาจะส่งผลให้คู่เจรจาสามารถมีอำนาจต่อรองและบีบเราได้ง่ายมากเพราะเขารู้อยู่แล้วเราไม่มีรัฐสภามาเป็นข้ออ้างต่างกับคู่เจรจาที่มีรัฐสภามาอ้าง และที่สำคัญหากปล่อยให้การทำหนังสือสัญญาเป็นอำนาจฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวต่อไปจะเกิดการต่อต้านจากประชาชนเป็นจำนวนมากหากไปสร้างผลกระทบให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายธนาเวส โกสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ถ้อยคำมาตรา 190 วรรคสอง ที่ไม่มีความชัดเจนเพราะเป็นการเขียนให้ตีความหมายอย่างกว้างๆ อีกทั้ง คณะทำงานในการยกร่างแก้ไขมาตรา 190 ของกระทรวงเห็นว่าควรมีการแยกในรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาแบบทวิภาคี และพหุภาคี ออกมาจากกัน เนื่องจากกระบวนการดำเนินมีความแตกต่างกัน 

ทั้งนี้ ทวิภาคีเป็นการเจรจา 2 ฝ่าย หากเราเสียเปรียบก็สามารถอ้างว่าต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภาได้ ขณะที่พหุภาคีนั้นเป็นความร่วมมือหลายประเทศ มีการวางกฏเกณฑ์การเจรจาไว้แล้ว ซึ่งคณะทำงานในการเจรจาเรื่องนั้นๆ จะต้องมีความแม่ยำในเรื่องข้อมูลสาระสำคัญที่จะเจรจากัน แต่ไทยไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหรือประเด็นกรอบการเจรจาได้ โดยเมื่อไปเจรจาแล้วมีหน้าที่กลับมารายงานให้ทราบถึงการเจรจาเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องนำเรื่องให้รัฐสภาเห็นชอบกรอบการเจรจา

ขณะที่ นายชุมพร ปัจจุสานนท์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  ปัญหาของมาตรา 190 ส่วนใหญ่ที่หน่วยงานราชการไม่สามารถพิจารณาได้ว่า หนังสือสัญญาใดต้องนำเข้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยติดที่ข้อความ “เขตอำนาจ” ที่มีความหมายค่อนข้างครอบคลุม แต่เขตอำนาจรัฐไม่ได้หมายถึงดินแดนของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอธิปไตยของประเทศด้วย  ดังนั้น ควรจะต้องอธิบายความหมายของ “เขตอำนาจ”ให้ชัดเจนว่ามีขอบเขตอย่างไร รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาในขั้นตอนกระบวนการให้เกิดกระชับและเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติ

ด้าน นายจักรชัย โฉมทองดี รองผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรี ภาคประชาชน  (เอฟทีเอวอช) ชี้แจงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกรอบการเจรจาที่ยื่นของต่อรัฐสภาที่มีความหมายแตกต่างจากท่าที่เจรจา ซึ่งมาตรา 190 มีความสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบเรื่องรายละเอียดที่จะไปเจรจา ขณะที่ฝ่ายบริหารอ้างว่าอาจเป็นการแบไต๋ให้คู่เจรจาทราบก่อนอาจทำให้เราเสียเปรียบได้ เพราะแท้จริงแล้วเป็นการสร้างความโปร่งใสและป้องกันข้อครหาให้กับฝ่ายบริหารที่เป็นผู้กำหนดท่าทีในการเจรจาว่าไม่มีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวหรือสอดไส้อะไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท