
แฉผู้ค้ายาเตรียมลงสมัครป.ป.จ.
ป.ป.ช. แฉ มีผู้ค้ายาเสพติด เตรียมลงสมัคร ป.ป.จ. วอนผู้ว่าฯ ตรวจสอบผู้สมัครในพื้นที่ตัวเอง หวั่นได้คนไม่ดีมาทำงาน
ป.ป.ช. แฉ มีผู้ค้ายาเสพติด เตรียมลงสมัคร ป.ป.จ. วอนผู้ว่าฯ ตรวจสอบผู้สมัครในพื้นที่ตัวเอง หวั่นได้คนไม่ดีมาทำงาน
ที่กระทรวงมหาดไทยมีการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตประจำจังหวัด(ป.ป.จ.) โดยมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชา มหาคุณ นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายปรีชา เลิศกมลมาศ และพล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. มอบแนวทางการดำเนินการให้กับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย โดยมีการถ่ายทอดผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
นายวิชา กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย. จะมีการรับสมัคร กรรมการ ป.ป.จ. ซึ่งก่อนจะถึงช่วงนั้น จะต้องมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ในเรื่องคุณสมบัติของบุคคล จะต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ความสามารถและมีผลงานเป็นที่ยอมรับในการป้องกันและปราบปรามทุจริต เป็นต้น ทั้งนี้ ประธาน ป.ป.จ. ได้รับเงินเดือน 57,650 บาท ส่วนกรรมการ ได้เงินเดือน 47,240 บาท ดังนั้น คนที่เป็น ป.ป.จ. จะดำรงตำแหน่งอื่นๆอีกไม่ได้ และหากดำรงตำแหน่งอะไรต้องลาออกก่อน
"ผมได้ข้อมูลมาว่า จะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดมาสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.จ. ด้วย ดังนั้น ผู้ว่าฯย่อมรู้ในพื้นที่ดีอยู่แล้วจะต้องตรวจสอบให้ละเอียด เพราะไม่เช่นนั้นจะขายขี้หน้ามากถ้าหากได้มาเฟียมาตรวจสอบการทำงานของท่านเอง การป้องกันไม่ให้ที่บุคคลเหล่านี้ เข้ามาเป็น ป.ป.จ. เป็นสิ่งที่เรากังวลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแนวความคิดโกงไม่เป็นไร แต่ขอให้ได้ประโยชน์ด้วย ถ้าคนที่เป็น ป.ป.จ. แค่คิดแบบนี้ก็ผิดแล้ว ครั้งนี้คือความเป็น ความตายของประเทศ"นายวิชา กล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 246 วรรคท้าย บัญญัติให้มี ป.ป.จ. และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2555 มาตรา 2 บัญญัติให้ใช้บังคับในหมวด 9/2 ว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตประจำจังหวัด เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ จึงได้ออกระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยกรรมการทุจริตประจำจังหวัด พ.ศ.2555 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 20 เมษายน 2556 เป็นต้นไป ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงมีภารกิจให้มีการสรรหากรรมการ ป.ป.จ. โดยประกอบไปด้วย 2 ภารกิจ คือ 1.การคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อมาสรรหากรรมการ ป.ป.จ. และ 2.การสรรหากรรมการ ป.ป.จ.
“สำหรับการสรรหาตามข้อ 1 มีรายละเอียดคือ ให้ผู้แทนหน่วยงานหรือองค์กรในแต่ละจังหวัด รวม 9 กลุ่มองค์กร ประกอบไปด้วย 1.สมาคมหรือชมรมครู อาจารย์ หรือสมาคมทางด้านการศึกษา 2.สภาทนายความหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย 3.สมาคมหรือชมรมพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสภาแรงงาน หรือสหภาพแรงงาน 4.สภาหอการค้าจังหวัดหรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 5.กลุ่มอาสาสมัคร 6.องค์กรเอกชน 7.องค์กรเกษตรกร 8.สมาคมหรือชมรมสื่อมวลชน 9.หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ให้ทำการคัดเลือกกันเองให้เหลือหน่วยงานหรือองค์กรละหนึ่งคน รวม 9 คน ทำหน้าที่สรรหากรรมการ ป.ป.จ. ในภารกิจที่ 2 ต่อไป โดยการคัดเลือก กรรมการ ป.ป.จ. จะเริ่มดำเนินการก่อนใน 32 จังหวัด ส่วนอีก 44 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มดำเนินการ 24 ก.ค. 56” นายปานเทพ กล่าว
นายประสาท กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในระเบียบดังกล่าว ให้แต่ละจังหวัดมี ป.ป.จ.ไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 5 คน โดยจังหวัดที่มีประชากร 1,300,000 คนขึ้นไปจะมี 5 คน หากน้อยกว่านี้จะมี 3 คน ทั้งนี้ ในภารกิจที่ 2 การสรรหากรรมการ ป.ป.จ. ก็จะมีการประกาศรับสมัคร ตามวันเวลาที่กำหนดไว้ โดยให้คณะกรรมการคัดเลือก ป.ป.จ. มาเป็น 2 เท่า สมมติว่า จังหวัดที่มี ป.ป.จ. 5 คน ก็ต้องคัดเลือกมา 10 แล้วส่งให้ ป.ป.ช.กลาง จากนั้นจะทำการประชาสัมพันธ์ ให้มีการตรวจสอบว่าบุคคลนี้ มีภูมิหลังเป็นอย่างไร เมื่อตรวจสอบแล้ว ก็จะคัดเลือกให้เป็น ป.ป.จ. แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วยปลุกระดมประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบบุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการสรรหา และบุคคลที่จะมาสมัครเป็น ป.ป.จ. มีภูมิหลังเป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไรเกี่ยวข้องกันหรือไม่
พล.ต.อ.สถาพร กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในวันที่มีการคัดเลือกกรรมการสรรหา ป.ป.จ. ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธร ร่วมมือช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะกลุ่มองค์กรทั้ง 9 กลุ่ม อาจมีบางกลุ่มที่มีคนจำนวนมาก แล้วอยากสนับสนุนคนของตัวเอง จึงอาจขัดแย้งกันในกลุ่มเกิดเหตุรุนแรงได้ จึงขอให้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมพื้นที่รักษาความสงบ และให้มีชุดเคลื่อนที่เร็วคอยมาระงับเหตุในกรณีที่เจ้าหน้าที่คุมสถานการณ์ไม่อยู่ พร้อมให้มีชุดปฏิบัติด้านงานข่าวเพื่อหาข้อมูลกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่อาจแฝงตัวมาก่อเหตุได้







