
ถึงเวลาลอยตัว LPG หรือยัง?
...โชติชัย สุวรรณภรณ์
นโยบายด้านราคาพลังงานเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกยุคให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อภาคประชาชน และสามารถทำให้เป็นนโยบายประชานิยมได้ แต่หนึ่งในมาตรการทางด้านพลังงานที่ผมมีความเห็นค่อนข้างแตกต่าง แต่ก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกยุค และแม้จะมีความพยายามในบางรัฐบาลที่จะ
“ทำให้ถูกต้อง” โดยการยกเลิกมาตรการดังกล่าว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ นั่นก็คือมาตรการตรึงราคา LPG นั่นเองผมเห็นว่านโยบายนี้นอกจากจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้ราคาไม่สะท้อนต้นทุนและความต้องการใช้ที่แท้จริงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าคุณธรรมวิบัติ (Moral Hazard) หรือการทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคหรือประชาชนเปลี่ยนไปในทางที่ผิด กล่าวคือ นโยบายควบคุมราคา LPG ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องใช้ LPG ในการหุงหาอาหาร กลับทำให้เศรษฐีขับรถเบนซ์ ซึ่งมีรายได้มากพอที่จะจ่ายเงินเติมน้ำมันหันมาใช้ LPG แทนเพราะราคาถูกกว่า (น้ำมันเบนซิน 91 ลิตรละ 37 บาท แต่ LPG ลิตรละ 9.8 บาท) หรือทำให้โดยผู้ผลิตหลายรายในภาคอุตสาหกรรมหันไปใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่นมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ LPG เพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคา LPG นั้นถูกควบคุมในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงไม่จูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันผลิต LPG เต็มกำลังการผลิต ส่งผลให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร และทำให้ LPG มีไม่พอต่อความต้องการใช้ในประเทศ โดยในปี 2552 เรามีการบริโภค LPG มากถึง 4.75 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตทั้งหมดในประเทศมีเพียง 4 ล้านตันเท่านั้น ทำให้เราต้องนำเข้า LPG จากต่างประเทศในราคาสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นและเป็นความต้องการส่วนเกินโดยไม่จำเป็น โดยเศรษฐีหรือผู้มีรายได้สูงได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวมากกว่าคนจน เนื่องจากเศรษฐีผู้มีรายได้สูงเป็นผู้ใช้พลังงานมากกว่า
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายขยายระยะเวลาการตรึงราคา LPG ที่ 332 เหรียญสหรัฐต่อตัน ออกไปจนถึงเดือน ส.ค. 2553 ในขณะที่ราคา LPG ณ ตลาดโลกในปัจจุบันอยู่ที่ 724 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ผู้ผลิตที่นำเข้า LPG ต้องแบกรับภาระส่วนต่างของราคาดังกล่าวนับตั้งแต่ที่มีการนำเข้าครั้งแรกในช่วงเดือน เม.ย. 2551 จนถึงปัจจุบัน เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
ภาระตรงส่วนนี้ แม้รัฐบาลจะชดเชยผู้นำเข้าโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อย่าลืมว่าเงินกองทุนน้ำมันที่นำมาชดเชยนั้นเป็นเงินที่เก็บจากผู้เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์และเบนซินเป็นหลัก โดยการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 1.47.5 บาทต่อลิตร แล้วแต่ชนิดน้ำมันว่าเป็น แก๊สโซฮอล์หรือเบนซิน
พูดง่ายๆ คือคนขับรถน้ำมันแก๊สโซฮอล์และเบนซินต้องจ่ายเงินแพงขึ้น 1.47.5 บาทต่อลิตร เพื่อมีส่วนช่วยให้คนขับรถ LPG ใช้น้ำมันถูกลง ทั้งที่วัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันนั้นตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นกลไกในการรักษาระดับราคาน้ำมันโดยรวม มากกว่าเพื่ออุดหนุนเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ผมเห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากตราบใดที่รัฐบาลยังคงใช้วิธีอุ้มราคา LPG แบบนี้ไปเรื่อยๆ คนก็จะหันมาใช้ LPG กันมากขึ้น และใช้ LPG อย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนรถที่ติด LPG เพิ่มขึ้นจาก 125,357 คัน ในปี 2549 เป็น 574,787 คันในปี 2552 คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มสูงถึง 360% หรือขยายตัวโดยเฉลี่ยถึง 46% เพราะราคา LPG ในประเทศถูกตรึงไว้ที่ 18.13 บาท/กก. หรือ 9.8 บาท/ลิตร ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดโลกอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ขับรถ LPG ไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการประหยัดพลังงานเท่าที่ควร ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การที่ไทยจะต้องนำเข้า LPG เพิ่มขึ้น โดยในปี 2552 เราต้องนำเข้า LPG มากถึง 7.38 แสนตัน เทียบกับปี 2551 ที่นำเข้าอยู่ที่ 4.31 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 71% ซึ่งเป็นการสร้างภาระในการที่รัฐบาลต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชยให้แก่ผู้นำเข้า LPG
ถึงแม้ล่าสุดจะมีข่าวออกมาว่ารัฐบาลอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงนโยบายราคา LPG หลังจากที่มาตรการตรึงราคาสิ้นสุดลงในเดือน ส.ค. 2553 โดยขณะนี้กำลังให้หน่วยงานในสังกัดศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดโครงสร้างราคา LPG ใหม่ในประเทศ โดยอาจกำหนดราคาขายแยกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มสำหรับภาคครัวเรือนและขนส่งที่จะตรึงราคาไว้ และกลุ่มสำหรับภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี ที่อาจมีการปรับให้เป็นราคาแบบลอยตัว
แต่วิธีการตั้งราคาสินค้าให้แตกต่างกันหรือการแบ่งแยกราคาขาย (Price Discrimination) นั้น จะประสบความสำเร็จได้จะต้องบรรลุเงื่อนไขหลักคือ ต้องสามารถแบ่งแยกผู้ซื้อต่างประเภทไม่ให้ซื้อ LPG ในราคาเดียวกันได้อย่างแน่นอน เพราะถ้าควบคุมไม่ได้จริงๆ ก็จะไม่มีใครยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่ากลุ่มอื่น หรือเกิดการ Arbitrage โดยพ่อค้าคนกลางและผู้บริโภคเพื่อทำกำไรโดยการนำ LPG จากตลาดที่มีราคาถูกกว่าไปขายในตลาดที่มีราคาแพงกว่า อันจะนำไปสู่ปัญหาการการยักย้ายถ่ายเท LPG จากภาคครัวเรือน/ขนส่งไปขายในภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีมากขึ้น
การบิดเบือนวัตถุประสงค์ของมาตรการดังกล่าว และจะทำให้การแก้ไขปัญหาไร้ประสิทธิภาพ นำไปสู่การใช้ LPG อย่างฟุ่มเฟือย และเพิ่มภาระของรัฐบาลทั้งจากกองทุนน้ำมันและงบประมาณแผ่นดิน
ดังนั้น เพื่อให้การใช้ LPG ในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงต้นทุนและความต้องการใช้ที่แท้จริง รัฐบาลจึงควรยกเลิกการเข้าไปควบคุมราคา LPG โดยกำหนดให้ราคาจำหน่าย LPG ในประเทศเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาลที่จะไม่ต้องเสียเงินไปสำหรับการอุดหนุนเพื่อตรึงราคาดังกล่าว และสามารถนำเงินจากกองทุนน้ำมันและงบประมาณแผ่นดินที่ประหยัดได้ไปใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เช่น การพัฒนาประเทศ โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งมวลชนทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ใช้ LPG ในปริมาณและราคาที่เหมาะสม และเป็นไปตามกลไกตลาดโดยไม่เกิดความสูญเปล่าและสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในแง่ของการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และการสนับสนุนให้เกิดการแสวงหาแหล่งพลังงานที่สามารถรองรับต่อความต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป
ผมคิดว่ามีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าที่รัฐบาลน่าจะนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากการยกเลิกการควบคุมราคา LPG โดยเฉพาะกับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดกว่า ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงในบทความตอนต่อไปครับ







