
ระบบการศึกษาไทยตายแล้ว
ปัญหาการศึกษาไทย ไม่ว่าจะมีการอภิปรายหรือถกเถียงกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เราจะพบว่าการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ให้ชัดเจนว่า “จะเป็นการศึกษาเพื่อใคร” หรือ “จะเป็นการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองอย่างไร” ก็ไม่มีความชัดเจนนักเช่นกัน และยิ่งในปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานในวงการศึกษาก็ไม่ชัดเจนเช่นกันว่าจะจัดการศึกษาเพื่อใคร หรือจะปฏิรูปการศึกษาให้เป็นอย่างไร และสิ่งที่พบเห็นกันในวงอภิปรายหรือวงถกแถลงต่างๆ กลับพบว่าการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในทางลบ
ปัญหาการศึกษาไทย ไม่ว่าจะมีการอภิปรายหรือถกเถียงกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เราจะพบว่าการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ให้ชัดเจนว่า “จะเป็นการศึกษาเพื่อใคร” หรือ “จะเป็นการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองอย่างไร” ก็ไม่มีความชัดเจนนักเช่นกัน และยิ่งในปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานในวงการศึกษาก็ไม่ชัดเจนเช่นกันว่าจะจัดการศึกษาเพื่อใคร หรือจะปฏิรูปการศึกษาให้เป็นอย่างไร และสิ่งที่พบเห็นกันในวงอภิปรายหรือวงถกแถลงต่างๆ กลับพบว่าการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในทางลบ
ทั้งนี้ เมื่อได้มีการสำรวจหรือวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของคนไทย ทั้งในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น การไม่มีระเบียบวินัย และไม่เคารพกฎหมาย การคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ รวมทั้งการยึดมั่นในหลักสิทธิของตัวเองมากเกินไปจนไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น หรือการยึดหลักเอาตัวรอดในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้เป็นประเด็นปัญหาในเชิงลบของพฤติกรรมคนไทย แต่เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่คนไทยต้องมีพฤติกรรมอย่างนี้ เรามักจะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะไปกล่าวโทษถึงระบบการศึกษาไทย ว่ามีความผิดพลาดในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง
ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สร้างคนหรือผลิตคนเพื่อส่งเสริมให้คนเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มีการคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เคารพกฎหมาย มีความซื่อสัตย์ และเคารพสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น ที่สำคัญการสร้างพลเมืองให้คำนึงถึงประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะสร้างคนที่เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ท้องถิ่น เป็นต้น
ยิ่งเมื่อพิจารณาผลการสำรวจทัศนคติ พฤติกรรมคนไทยก็จะพบว่า ส่วนใหญ่คนไทยจะมีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับความเป็นพลเมือง (Citizen) ที่กล่าวมาข้างต้น ดังเช่น กรณีผลสำรวจกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในวัยเรียน ซึ่งควรที่จะเป็นความหวังของอนาคตในสังคมไทย แต่กลับพบว่ายังมีพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอยู่หลายประการ เป็นต้นว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 92.4 นักเรียน นักศึกษาเคยลอกการบ้าน หรือลอกรายงานของเพื่อน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และยังมีพฤติกรรมเคยลอกข้อสอบและแอบดูคำตอบของเพื่อน หรือแอบนำเนื้อหาเข้าห้องสอบ ถึงร้อยละ 74.9 ซึ่งพฤติกรรมในทำนองนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาของชาติทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ไม่ได้สร้างคนหรือสร้างพลเมืองให้มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ต่อตนเองที่ควรจะเป็นแบบอย่าง แต่กลับกลายเป็นว่ามีพฤติกรรมขี้โกงเสียเองเมื่อมีโอกาส
ยิ่งการศึกษาไทยในระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีการโฆษณาเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพื่อการเลี้ยงตัวเองก็ยิ่งน่าเป็นห่วง ผลผลิตทางการศึกษา โดยเฉพาะการตอบสนองการเลี้ยงตัวเองให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรภาคพิเศษต่างๆ ที่เป็นหลักสูตรนอกเวลาราชการ หลักสูตรเรียนเสาร์อาทิตย์ หรือหลักสูตรภาคพิสดารอื่นๆ ที่มีการโฆษณาชวนเชื่อแบบเชิญชวนให้ผู้มาเรียนเห็นถึงการลดแลกแจกแถม แบบคุณมีจ่ายให้มหาวิทยาลัย คุณก็เรียนจบแน่ (จ่ายครบจบแน่) ซึ่งหลักสูตรประเภทนี้ก็มุ่งเพียงปั๊มใบปริญญาโดยไม่สนใจพฤติกรรมของผู้เรียนแต่อย่างใด
การศึกษาจึงกลายเป็นการให้คุณค่าเพื่อใบปริญญามากกว่าการพัฒนาตนเองของคนในสังคมที่ต้องสร้างให้เกิดความเป็นพลเมือง ทั้งนี้ได้พบว่าพฤติกรรมทางการศึกษาของผู้เข้ามาเรียนในหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก ในยุคการศึกษาเพื่อเชิงธุรกิจที่มีการโฆษณาชวนเชื่อก็ศึกษากันแบบลอกกันไปลอกกันมา ทั้งลอกวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ หรือไปรับจ้างให้คนอื่นทำวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ แบบให้มีส่งอาจารย์ตรวจ บางทีก็มีสำนักรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ ที่โฆษณากันแบบโจ่งครึ่ม
จึงควรพิจารณากันเอาเองก็แล้วกันว่า พฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษาที่กล่าวมาข้างต้นจะสามารถส่งเสริมให้คนเหล่านี้มีความเป็นพลเมืองได้มากน้อยแค่ไหน โดยสรุปก็มองเห็นว่ายังมีความมืดมนสำหรับระบบการศึกษาไทยเพื่อการสร้างพลเมือง แม้ว่าจะมีการอธิบายว่ามหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ได้มีการทำประเมินทั้งประเมินตนเอง และให้คนอื่นมาประเมิน โดยกระทรวงศึกษาธิการที่มีสำนักงานต่างๆ เป็นเจ้าภาพหลักในการวางกรอบการประเมินให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ
ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ทำการประเมินกันอยู่ในทุกวันนี้ ผมขอเรียกว่า “นี่คือวาทกรรมกระดาษ” ของการประเมินในวงการศึกษาไทย โดยผู้ถูกประเมินเมื่อถึงกรอบเวลาที่ต้องประเมินก็ไม่ต้องทำอะไรกัน ตั้งหน้าตั้งตาผลิตวาทกรรมกระดาษเพื่อทำรูปเล่มให้สวยหรู เพื่อให้กรรมการประเมินได้มีการตรวจและตอบคำถามผู้ประเมินตามตัวชี้วัดที่กำหนดให้แล้วสรุปผลว่าอยู่ในขั้นระดับดีมาก ดี พอใช้ หรือมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของคุณผ่านตัวชี้วัดในระดับดีมาก
ผมอยากจะตั้งคำถามกลับไปว่า มหาวิทยาลัย วิทยาลัยอยู่ในระดับดีมาก พฤติกรรมของคนในสังคมจะดีขึ้นมาหรือไม่ มีคนสนใจกันมากน้อยแค่ไหน ส่วนประเทศชาติจะได้อะไรจากระบบการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและคณะผู้ประเมินในระดับต่างๆ จะมีความสนใจในเรื่องพฤติกรรมของคนไทยมากน้อยแค่ไหน และจะแก้กันอย่างไร
ข้อเสนอที่ควรจะต้องกลับมาพิจารณาถึงระบบการศึกษาไทยกันอย่างขนานใหญ่ก็คือ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างนักเรียนนักศึกษาให้มีความเป็นพลเมือง โดยเฉพาะการจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่ไม่มุ่งเพียงวาทกรรมกระดาษ วาทกรรมยิ่งมีการศึกษา หรือยิ่งเรียนยิ่งเห็นแก่ตัวเอง เอาตัวรอด และคำนึงประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะการขาดหลักธรรมาภิบาล แต่การศึกษาจะต้องมุ่งสร้างและพัฒนาคนให้เป็นคนมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ชาติ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เป็นต้น







