posttoday
เจาะเรื่องบริการที่ไทยถนัด

เจาะเรื่องบริการที่ไทยถนัด

24 เมษายน 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกว่าเครียดกันพอสมควรในการเฝ้าเอาใจช่วยเรื่องเขาพระวิหาร โดยเฉพาะในวันแรกที่กัมพูชากล่าวถ้อยแถลงและต้องฟังผ่านล่าม ผู้เขียนก็เลยพยายามหาแง่มุมดีๆ ของไทยมาเขียนบ้างในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง AEC (ASEAN Economic Community) แต่ก็เป็นเรื่องที่ไทยมีจุดแข็งโดยเฉพาะในสาขาบริการ

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกว่าเครียดกันพอสมควรในการเฝ้าเอาใจช่วยเรื่องเขาพระวิหาร โดยเฉพาะในวันแรกที่กัมพูชากล่าวถ้อยแถลงและต้องฟังผ่านล่าม ผู้เขียนก็เลยพยายามหาแง่มุมดีๆ ของไทยมาเขียนบ้างในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง AEC (ASEAN Economic Community) แต่ก็เป็นเรื่องที่ไทยมีจุดแข็งโดยเฉพาะในสาขาบริการ

ที่จริงแล้วเรื่องของบริการมีจำนวนสาขามากมาย และยิ่งถ้าดูกันเป็นสาขาย่อยแล้วก็มีเป็นร้อยๆ จึงมีหลายๆ สาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอาเซียน และในบางสาขาย่อยไทยก็อาจจะมีความสามารถในการแข่งขันไม่ใช่เฉพาะในอาเซียน แต่แม้กับประเทศพัฒนาแล้ว ก็เชื่อว่าน่าจะแข่งขันได้ เท่าที่ได้คุยๆ กันมาผู้เชี่ยวชาญบางท่านเห็นว่าไทยยังไม่พร้อมในเรื่องบริการ แต่ผู้เขียนอาจเห็นต่างออกไป แน่นอนว่าถ้ามองภาพรวมๆ ประเทศไทยยังไม่พร้อมในเรื่องบริการ กฎหมายหลายฉบับที่ต้องแก้ไขปรับปรุง หรือการต้องรวบรวม ศึกษา เผยแพร่กฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านให้ภาคเอกชนได้ทราบ จะได้ไม่เข้าไปเจอตอ ก็ยังไม่มีใครทำจริงๆ จังๆ ดังที่ผู้เขียนได้เคยเขียนไปแล้ว แต่หากมองบริการโดยเจาะลงไปในสาขาย่อย ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการแบ่งสาขาของบริการและสาขาย่อยต่างๆ นี้ อาเซียนก็แบ่งตามที่มีการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการในองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) นั่นเอง

สาขาบริการและกิจกรรมต่างๆ มีตัวอย่างเช่น

การท่องเที่ยว ซึ่งก็รวมเรื่องของโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทท่องเที่ยว ไกด์ทัวร์ ฯลฯ ไว้ด้วย

วิชาชีพอิสระ ซึ่งก็มีทั้งสถาปนิก แพทย์ พยาบาล ผู้ตรวจสอบบัญชี นักกฎหมาย/ทนายความ ฯลฯ

โทรคมนาคม การสื่อสาร ฯลฯ

อาเซียนได้มีกรอบความตกลงการค้าบริการไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และในการเป็น AEC ก็จะให้มีการเคลื่อนย้ายบริการได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัดการให้บริการของประเทศสมาชิกอาเซียน อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำหนดสาขาที่จะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ไว้ 4 สาขา (ขอทับศัพท์ดีกว่า) คือ Air Transport,eASEAN, Healthcare, Tourism และ Logistics โดย Air Transport, eASEAN เช่น โทรคมนาคม การสื่อสาร Healthcare และ Tourism เปิดเสรีภายในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งหมายความว่าตามความตกลงจะต้องมีการเริ่มเปิดไปแล้ว ส่วนบริการด้าน Logistics นั้นจะเปิดเสรีภายในปีนี้ (พ.ศ. 2556) และนับจากปีที่เปิดก็จะต้องมีการลดอุปสรรคกันไปเรื่อยๆ ทุก 2 ปี

นอกจากนี้ ก็แบ่งวิธีการค้าบริการออกเป็น 4 วิธี หรือเรียกว่า Mode โดยสรุปสั้นๆ ก็คือ

Mode 1 คือ การค้าขายบริการข้ามพรมแดน หรือการค้าขายบริการข้ามประเทศนั่นเอง เช่น การที่เราดูข่าว CNN ผ่านดาวเทียม เป็นต้น

Mode 2 คือ การที่ผู้บริโภคเดินทางไปรับบริการในต่างประเทศ เช่น คนต่างชาติเดินทางมาเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย เป็นต้น

Mode 3 คือ การที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทย หรือคนไทยไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ

Mode 4 คือ การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ

ผู้เขียนคงจะเขียนอธิบายเรื่องพื้นฐานเหล่านี้เพียงสั้นๆ เพราะได้เคยเขียนไปแล้ว เดี๋ยวจะไม่ได้เข้าเรื่องเสียที ประเด็นก็คือว่า การเปิดเสรีการค้าบริการนั้น สมาชิกอาเซียนต้องให้มี Free Flow ใน Mode 1 และ 2 ส่วน Mode 3 ก็กำหนดการถือหุ้นของต่างชาติแตกต่างกันออกไป ทั้งอัตราส่วนและปีที่ต้องเริ่มดำเนินการ ขึ้นกับว่าเป็นบริการสาขาไหน อย่างเช่น สาขา Logistic ก็ให้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 49% ในปี ค.ศ. 2008 และ 51% ในปี ค.ศ. 2010 และไม่น้อยกว่า 70% ในปี ค.ศ. 2515 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สาขาที่ถือว่าต้องเร่งดำเนินการก็ไม่ใช่มีแต่ Logistic แต่มีสาขาที่ประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบเพื่อนสมาชิกอาเซียน นั่นก็คือ สาขาด้านสุขภาพ ซึ่งมีสาขาย่อยรวมไปถึงเรื่องของการให้บริการด้านการรักษาพยาบาลด้วย และก็เป็นสาขาที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 คือ 38% ขณะที่สิงคโปร์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 33% และมาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% (นานๆ ไทยจะชนะเขาสักที) นอกจากนี้ โรงพยาบาลเอกชนของไทยก็ยังมีสารพัดแพ็กเกจที่จะดึงดูดผู้บริโภคเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย เช่นที่เห็นจากข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือ การผูกไว้กับเรื่องของการท่องเที่ยว เป็นเมดิคัลทัวริซึม โดยข่าวระบุว่า ผู้ที่มารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยจะอยู่ในประเทศอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ ใช้จ่าย 1 แสนบาทต่อครั้ง และ 60% ของค่าใช้จ่ายนี้ เป็นค่าที่พักและท่องเที่ยว ส่วนอีก 40% เป็นค่ารักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดตามมาด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3 หมื่นบาทต่อคน เพื่อนผู้เขียนเองที่เป็นชาวสวิสก็ยังวางแผนเข้ามาตรวจรักษาฟันในประเทศไทยทุกครั้งที่มาพักผ่อนท่องเที่ยว

ดังนั้น หากรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนที่ดีก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในเรื่องนี้ออกไปได้อีกมาก เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ให้ใช้เมดิคัลทัวริซึมผลักดันรายได้จากสาขาท่องเที่ยวให้ถึง 2 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ. 2558 ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม แต่ขณะเดียวกันโรงพยาบาลที่ได้รับอานิสงส์ก็จะต้องหาทางคืนบางส่วนให้กับคนไข้ไทยให้มีความสมดุลกันด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท