
ความเป็นธรรม vs ธรรมาภิบาล กรณียุบพรรค
พรรคการเมืองเป็นของประชาชนที่เป็นสมาชิกและควรรวมถึงประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ด้วย แม้ไม่เป็นสมาชิก
พรรคการเมืองเป็นของประชาชนที่เป็นสมาชิกและควรรวมถึงประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ด้วย แม้ไม่เป็นสมาชิก
ในทางปฏิบัติ หลายๆ พรรคถูกใช้เป็นเครื่องมือของ “ธุรกิจการเมือง” เมื่อหลายปีก่อนบุคคลผู้หนึ่งถามเพื่อนว่า รู้ไหมธุรกิจอะไรที่มีกำไรดีและน่าทำที่สุดในตอนนี้? ก็การเมืองไง! เป็นคำแนะนำฉันเพื่อนในฐานะที่บิดาทั้งคู่เคยเป็น สส.เชียงใหม่ด้วยกัน ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่าประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดถือว่าได้ใช้สิทธิเสรีภาพของเขา ประชาธิปไตยเรายังอ่อนแอ แต่ก็เป็นระบบที่สังคมโลกยอมรับ จึงต้องพัฒนากันไป ให้การศึกษา ให้สติ ให้ปัญญา ใครทำผิดก็ต้องเอาผิด ประชานิยมสร้างความเสียหาย แต่ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ต้องร่วมรับผลกระทบกันไป เมื่อผลเสียถึงรากหญ้ามากเข้าก็คงเกิดการเรียนรู้ในที่สุด
มักอ้างกันว่ามาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เป็นธรรม เพราะกรรมการบริหารที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้งไปด้วย อันที่จริง ความไม่เป็นธรรมไม่ได้เกิดกับนักการเมือง แต่เกิดกับประชาชนผู้สนับสนุนพรรคมากกว่า เพราะ ก) กติกาตั้งไว้ก่อนการเลือกตั้งแล้ว กรรมการบริหารไม่รู้ไม่ได้ ข) โดยหลักธรรมาภิบาล กรรมการบริหารเป็นผู้มีอำนาจกำหนดแนวการดำเนินกิจการต่างๆ ก็สมควรต้องมีความรับผิดด้วย ค) โดยหลักกฎหมาย นิติบุคคลไม่มีตัวตน ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเป็นตัวแทนรับผิดชอบ
มีการบิดเบือนข้อมูล ละเลยเงื่อนไขสองชั้นกว่าจะนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง มาตรา 237 มีสองวรรค วรรคแรกให้ตัดสิทธิผู้สมัครที่กระทำการมีผล “ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” วรรคที่สองแบ่งได้เป็นสองส่วน
(1.1) หากมีการกระทําตามวรรคหนึ่งแล้ว “ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ากรรมการบริหารผู้ใด “มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
(1.2) “ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทําการ” เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองโดยมิชอบตามมาตรา 68 (2) “และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น” ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหาร 5 ปี
จะเห็นความชัดเจนว่าผู้บริหารจะมีความผิดก็ต่อเมื่อรู้เห็นแล้วมิได้แก้ไข และศาลต้องสั่งยุบอีกด้วย ไม่ใช่ว่าผู้สมัครทุจริตเลือกตั้งคนหนึ่งแล้วผู้บริหารทุกคนจะถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ เหตุผลที่ผู้ร่างเขียนไว้อย่างนี้ก็เพื่อจูงใจให้กรรมการบริหารมีนโยบายและสร้างระบบที่จะไม่ทุจริตเลือกตั้ง เลือกผู้สมัครที่ดีมีจริยธรรม และคอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย
ดิฉันเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อ (1.2) และ เพราะพรรคการเมือง (ต้องถือว่า) เป็นของประชาชนไม่ควรยุบกันง่ายๆ แม้ผู้บริหารบางคนหรือหลายคนผิดตาม (1.1) ก็ไม่ได้แปลว่าสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคมีเจตนาดังกล่าว นอกจากนี้พรรคถูกยุบแล้วก็ตั้งกันใหม่ได้อย่างที่เห็นๆ โกงเลือกตั้งอีกถูกยุบอีก ก็ตั้งใหม่ได้อีก ไม่สามารถสาวถึงผู้บงการเบื้องหลังได้ มีการให้ “ตัวแทน” มานั่งเป็นกรรมการ แม้กระทั่งเป็นรัฐมนตรีด้วย การตัดสิทธิทางการเมืองแทบจะไม่มีความหมาย มีแต่จะสร้างความแตกแยกในสังคมและบั่นทอนความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม เพราะประชาชนที่มีความเป็นเจ้าของพรรครู้สึกว่าสิทธิของเขาถูกละเมิด เกิดความไม่เป็นธรรมกับบุคคลที่เขารักหรือเคยอุปถัมภ์กันมา เคยมีการฟ้องร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนของกฎระเบียบปลีกย่อย แต่เมื่อศาลไม่ตัดสินยุบประชาธิปัตย์ เขาก็หาว่าลำเอียงโดยไม่ฟังเหตุผล สรุปเหมาว่าศาลใช้สองมาตรฐาน
การลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จึงน้อยไป ควรจะต้องมีโทษจำคุกด้วย! ถึงพอจะเป็นแรงจูงใจในการสร้างธรรมาภิบาลในพรรคการเมืองได้มากขึ้น ธรรมาภิบาลที่แท้จริงจะเกิดยากตราบใดที่พรรคการเมืองยังเป็นธุรกิจแอบแฝง ควรแก้กฎหมายให้การตัดสิทธิทางการเมืองรวมถึงการห้ามใช้อิทธิพลเหนือพรรคการเมืองและมีโทษด้วย แม้จะสาวไม่ถึงผู้มีอิทธิพล แต่การเสี่ยงคุกตารางคงจะทำให้ตัวแทนมีสำนึกในหน้าที่ตามกฎหมายขึ้นบ้าง ต้องลงโทษหนัก เพราะการเลือกตั้งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตนำคนขาดจริยธรรมเข้าสู่การเมืองทำให้ส่วนอื่นๆ ของระบอบประชาธิปไตยเสียหายตามไปด้วย
ทั้งนี้ ควรจำกัดเฉพาะผู้ที่รู้เห็นแล้วมิได้แก้ไข ในการแปรญัตติมาตรา 237 ดิฉันได้เสนอให้มีวรรคสองเฉพาะแค่ส่วน (1.1) โดยตัดสิทธิ 5 ปีและให้มีโทษจำคุก 35 ปี ส่วนกรณีล้มล้างการปกครองใน มาตรา68 เสนอให้ตัดสิทธิ 10 ปี และกรณีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงให้จำคุก 510 ปี
มิได้เสนอให้เอาผิดกรรมการบริหารทุกคน เพราะสังคมไทยยังยึดถือตัวบุคคลและระบบอุปถัมภ์มาก เกรงจะถูกมองว่าไม่เป็นธรรมได้ แต่การแก้มาตรา 237 ที่ผ่านวาระหนึ่งไปแล้วนั้น จะตัดวงจรความรับผิดชอบของกรรมการบริหารพรรคการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะวรรคที่สองถูกตัดทั้งหมด และยังนิรโทษผู้ผิดในอดีตด้วย ธรรมาภิบาลจะยิ่งขาด จะไม่เป็นธรรมกับประชาชนทุกคนที่อยากเห็นการเมืองบริสุทธิ์ยุติธรรม







