
เหตุเกิดที่องค์การเภสัชกรรม(3)
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมขององค์การเภสัชกรรมคือ “ความไม่รู้”
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมขององค์การเภสัชกรรมคือ “ความไม่รู้”
เมื่อรับงานนี้ เราตระหนักดีถึงปัญหานี้ แต่เรามุ่งมั่นจะฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะเราเชื่อตามพระราชนิพนธ์ของพระปิยมหาราชเจ้า บทที่ว่า “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด” และอีกบทที่ว่า
ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย
สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พร้อง
ปัญญาประดุจดัง อาวุธ
กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม
เมื่อเราเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ เราต้องพยายามเรียนรู้ และเหนืออื่นใดเราต้องยึดความสุจริตเป็นที่ตั้ง เราจึงส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะต้องไม่มีใครมาฉวยโอกาส “หากิน” กับโครงการนี้โดยเด็ดขาด ซึ่งโดยหลักการข้อนี้ เมื่อเราเริ่มพัฒนาโครงการ วงเงินจึงออกมาเพียง 1,527 ล้านบาท ต่ำกว่าโครงการที่ “เตรียมโกง” กันก่อนหน้านั้นหลายเท่าตัว และในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติวงเงินมาเพียง 1,411 ล้านบาทเท่านั้น และขณะนี้แม้การก่อสร้างจะล่าช้าโดยมีการปรับปรุงแก้ไขแบบให้ทันสมัยและสามารถทำประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น แต่วงเงินที่ใช้ก็ยังอยู่ในกรอบ 1,411 ล้านบาท
การที่ รมว.สาธารณสุข ตั้งข้อสงสัยเรื่องการทุจริตโครงการนี้ และส่งเรื่องให้ดีเอสไอ เข้าไปสอบสวนนั้น น่าจะสอบให้ลึกย้อนหลังไปว่าใครเป็นผู้ผลักดันโครงการโรงงานวัคซีน 9,000 ล้านบาทจนเกือบสำเร็จ ไม่ควรเลือกปฏิบัติ หรือ “หาเรื่องจับผิด” เช่นนี้
ในการประมูลรายหนึ่ง บริษัทร่วมลงทุนต่างประเทศเป็นผู้เสนอราคาเกินวงเงินประมาณ 16 ล้านบาท บอร์ดองค์การเภสัชกรรมมอบหมายให้ผู้เขียนและกรรมการอีกท่านหนึ่ง คือ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ไปต่อรองให้อยู่ในวงเงิน ซึ่งทางผู้เสนอราคายอมลดให้ ในการต่อรองครั้งนั้นเราเริ่มต้นเจรจาด้วยการบอกเขาว่า “เราทราบดีว่าการก่อสร้างทั่วไปมักต้องมีการกันเงินไว้ให้ผู้มีอำนาจ แต่ที่นี่ไม่ต้องเลย และถ้าใครไปบอกว่าจะขอรับเงินมาให้กรรมการหรือผู้บริหารคนใด อย่าไปเชื่อ และให้มาบอก จะจัดการอย่างเฉียบขาด”
นอกจากปัญหาความไม่รู้แล้ว คือปัญหาจากที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากช่วงของการพัฒนาโครงการนี้ มีเวลาจำกัดก่อนรัฐบาลจะ “ปิดหีบ” งบประมาณ องค์การเภสัชกรรมต้องเร่งรัดทำโครงการ เพื่อผ่านความเห็นชอบตามลำดับขั้น เริ่มจากผ่านบอร์ดขององค์การเภสัชกรรม จากนั้นต้องไปผ่านบอร์ดของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสร็จแล้วต้องไปผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งในที่สุดก็ผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2550 ซึ่งเป็นการประชุมนัดสุดท้ายเพื่อชี้ขาดวงเงินงบประมาณ 2551
มติ ครม.วันนั้นเห็นชอบวงเงิน 1,527 ล้านบาท แต่บันทึกมติ ครม.วันนั้นใช้ตัวเลขเก่า คือ 1,411 ล้านบาท ทำให้ต้องทำงานยากขึ้น เพราะวงเงินลดไปกว่า 115 ล้านบาท แต่ผู้เขียนก็ขอให้ทำไปในวงเงิน 1,411 ล้านบาท เพราะหากจะเสนอให้ใช้ตัวเลข 1,527 ล้านบาท จะต้องเสนอให้ ครม.ทบทวนมติ ซึ่งจะกระทบต่อวงเงินรวมที่ชี้ขาดไปแล้ว จะเป็นปัญหา ดีไม่ดีงานนี้อาจตกไปหรือต้องรอไปอีกหนึ่งปี
อันที่จริงโครงการนี้เกือบ “หลุด” ไปแล้ว เพราะวันที่เรื่องนี้จะเข้า ครม. ผู้เขียนมีภารกิจต้องร่วมทีมรัฐมนตรีสาธารณสุขเดินทางไปชี้แจงเรื่องซีแอลยาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะกำลังจะกินอาหารเย็นตอน 3 ทุ่ม (กินดึกเพราะต้องแถลงข่าวให้เสร็จก่อน) ผู้เขียนได้ขอให้ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะเลขานุการรัฐมนตรี โทรศัพท์ติดตามเรื่องนี้ พบว่าเรื่องยังไม่เข้า ครม. เพราะไปค้างอยู่ที่โต๊ะทำงานของนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้เซ็นผ่านเรื่องให้ นพ.อำพล ได้โทรติดต่อ นพ.มรกต กรเกษม รมช.สาธารณสุข ให้ช่วยตามเรื่องให้ แต่ นพ.มรกต กำลังป่วย ไข้ขึ้นสูง จึงต้องใช้ช่องทางอื่น จนเรื่องเข้า ครม. และผ่านออกมาได้ในที่สุด
การสร้างโรงงานวัคซีนระดับอุตสาหกรรม มิใช่การสร้างบ้านหรือสร้างโรงพยาบาล จึงหา “ผู้รู้จริง” ได้ยาก ยิ่งเราจำเป็นต้องกำหนดให้โรงงานต้องได้มาตรฐานการผลิตที่ดีขององค์การอนามัยโลก ปัญหาจึงยากเป็นทวีคูณ ปัญหาความไม่รู้มิใช่เป็นปัญหาเฉพาะในองค์การเภสัชกรรมเท่านั้น แต่เป็นปัญหาในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. ซึ่งต้องเป็นผู้อนุมัติแบบก่อสร้าง แต่เจ้าหน้าที่ อย. ก็ไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องนี้ ขั้นตอนการอนุมัติแบบเบื้องต้นจึงเสียเวลาไปกว่าครึ่งปี ในที่สุดกว่าจะหาผู้รับจ้างได้ก็ล่วงเข้าไปถึงวันที่ 29 ก.ค. 2552 หลังจาก ครม. อนุมัติไปแล้วสองปีเศษ
เมื่อเริ่มก่อสร้างก็มีปัญหาความไม่รู้มากมาย ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต้องไปใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ คือ บริษัทในเกาหลี ต่อมาบริษัทในเกาหลีถอนตัวไป ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญใหม่ จนในที่สุดต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษา เป็นทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) และหลังจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 องค์การอนามัยโลกได้มีข้อแนะนำให้โรงงานวัคซีนพิจารณาพัฒนาระบบชีวนิรภัยขึ้นไปที่ระดับ 2 บวก จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ซึ่งจะได้ประโยชน์ คือ 1) จะสามารถนำหัวเชื้อสายพันธุ์ที่ระบาดมาดำเนินการได้เร็วขึ้นราว 1 เดือน 2) จะสามารถผลิตเพื่อป้องกันการระบาดล่วงหน้าได้ ด้วยองค์การเภสัชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่าควรต้องปรับแบบตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทำให้ต้องมีการ “ทบทวนแบบ” ซึ่งต้องกินเวลาไปมาก เมื่อเริ่มก่อสร้างก็ประสบปัญหาเรื่องฐานราก เพราะพบมีชั้นหินต่างระดับทำให้ต้องปรับแบบฐานรากใหม่ด้วย
สรุปความล่าช้า เกิดจากเหตุหลักคือความไม่รู้ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเหตุจำเป็นที่ตามมา ได้แก่ 1) การต้องแก้ไขแบบฐานราก 2) ปัญหาน้ำท่วมทั้งในปี 2553 และ 2554 3) ปัญหาการทบทวนแบบ และ 4) การเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษา
ผู้เขียนเคยเข้าไปอบรมหลักสูตรของตลาดหลักทรัพย์ คือ หลักสูตรพัฒนาการพัฒนากรรมการ วันสุดท้ายผู้จัดการหลักสูตรได้สรุปบทบาทของกรรมการบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ ว่า คือ DCP ได้แก่ Direct (นำทาง) Correct (แก้ไข) และ Protect (ปกป้อง) ผู้เขียนเชื่อว่า รมว.สาธารณสุข ก็คงจะต้องมีหน้าที่สำคัญ 3 ประการนี้ เช่นกัน แต่การ “หาเรื่องจับผิด” และมีการออกข่าวในลักษณะทำลายองค์กรให้เสียชื่อเสียงไปทั่วประเทศและต่อสากลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารที่ดีพึงกระทำ หรือสิ่งที่ท่านกำลังกระทำอาจเป็น DCP เหมือนกัน แต่น่าจะเป็น “การทำลาย” ประณาม และลงโทษใช่หรือไม่?







