posttoday
ข้อสังเกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550(จบ)

ข้อสังเกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550(จบ)

23 เมษายน 2556

นอกจากนี้ ตามความในวรรคสามของมาตรา 190 ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดว่า“ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา และการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป” ซึ่งจะพบปัญหาในทางปฏิบัติในการออกกฎหมายลูกของมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ซึ่งการไม่ปฏิบัติในเรื่องกรอบระยะเวลาในการออกกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งถ้ายังไม่มีกฎหมายลูกเท่ากับสภาพบังคับยังไม่มีจึงไม่ต้องดำเนินการในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ตามความในวรรคสามของมาตรา 190 ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดว่า“ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา และการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป” ซึ่งจะพบปัญหาในทางปฏิบัติในการออกกฎหมายลูกของมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ซึ่งการไม่ปฏิบัติในเรื่องกรอบระยะเวลาในการออกกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งถ้ายังไม่มีกฎหมายลูกเท่ากับสภาพบังคับยังไม่มีจึงไม่ต้องดำเนินการในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด

ข้อความเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตามมาตรา 190 วรรคสามและวรรคสี่ ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ มาตรา 190 วรรคสาม “ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย” มาตรา190 วรรคสี่ “เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม”น่าจะเหมาะสมกว่าข้อความตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะรอไปออกกฎหมายลูก ซึ่งขาดความชัดเจน

ฉบับที่ 3 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 โดยแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และการยกเลิกการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค และยกเลิกวรรค 2 ของมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ ประเด็นแรก ในส่วนของร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 68 นั้น การดำเนินการเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา 68 ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนตามมาตรา 68 และเป็นไปด้วยการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69 ประกอบกัน ดังนี้ จะพบว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง ที่กำหนดให้ “ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ...” เป็นการไม่ได้ให้สิทธิประชาชนที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

เดิมศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาว่า มาตรา 68 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบได้ โดยมีสิทธิสองประการคือ ประการที่หนึ่ง เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่สอง สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ อัยการสูงสุดเพียงมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น

ดังนี้จะเห็นได้ว่า การแปลความของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ เป็นไปเพื่อการรับรองและพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69ที่ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ทั้งหลักการสำคัญของมาตรา 68 มุ่งหมายให้ปวงชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันพิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ควรเป็นเจตนารมณ์ที่ต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญ

ประเด็นที่สอง การยกเลิกมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้กำหนดให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ถือเป็นบทบัญญัติที่อาจไม่สอดคล้องกับการส่งเสริมระบบพรรคการเมือง และอาจไม่เป็นธรรมกับบุคคลที่ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ส่วนหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ควรรับผิดเฉพาะตัวบุคคลนั้น และให้มีการยกเลิกบทบัญญัติที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคการเมืองในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การลงโทษตามมาตรา 237 ยังถือเป็นการมองข้ามหลักการพื้นฐานว่าด้วยนิติบุคคลไปกล่าวคือ พรรคการเมืองนั้น มีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ซึ่งตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 ได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลไว้ว่า นิติบุคคลไม่ต้องรับผิดในกรณีความเสียหายแก่บุคคลอื่นเกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ ดังนี้ หากเปรียบเทียบสถานะนิติบุคคลของพรรคการเมืองแล้ว การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการกระทำใดๆ ในทางที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและยุติธรรมนั้น ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า ผู้กระทำการทุจริตเลือกตั้งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ควรจะรับผิดชอบแก่ความเสียหายที่เกิดขึ้น และควรจะจำกัดโทษเฉพาะผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป โดยให้คงการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเฉพาะตัวผู้รับสมัครรับเลือกตั้งที่กระทำผิดตามมาตรา 237 ไว้ และหากผู้กระทำผิดตามมาตรา 237 เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองก็ควรได้รับโทษที่สูงขึ้น อาจจะถูกยุบพรรคได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนดโทษโดยให้ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดอาจจะไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติในเรื่องของการนิรโทษกรรม ระบุว่า การที่บุคคลใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะเหตุคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 68 หรือมาตรา 237 วรรคสองเป็นอันสิ้นสุดและถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็ยังเป็นปัญหาเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

โดยสรุป การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้ว่า “...อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแก้รัฐธรรมนูญเหมือนการใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา

นอกจากนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายโดยทั่วไป การตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นกระบวนการที่ได้ผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ

ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภาก็ตาม แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291” นั้น จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราใน 3 ร่างดังกล่าวนั้น ถ้าร่างใดร่างหนึ่งจะกระทบอำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ อย่างใดอย่างหนึ่ง และมีผู้ร้องในประเด็นดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอย่างไร และหากมีการกระทบในประเด็นดังกล่าวต้องไปทำประชามติหรือไม่

คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะวินิจฉัยประการใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท