posttoday
ปลดผู้ว่า ธปท.ไม่ยาก

ปลดผู้ว่า ธปท.ไม่ยาก

23 เมษายน 2556

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากกรณีที่รัฐมนตรีคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ให้สัมภาษณ์ว่าตนเองต้องการปลดคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มานานแล้ว เพราะไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ต้องการว่าเป็นการแทรกแซงกดดันการทำหน้าที่ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลนโยบายการเงินของประเทศ ถูกผิดอย่างไรแล้วแต่ท่านจะคิด

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากกรณีที่รัฐมนตรีคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ให้สัมภาษณ์ว่าตนเองต้องการปลดคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มานานแล้ว เพราะไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ต้องการว่าเป็นการแทรกแซงกดดันการทำหน้าที่ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลนโยบายการเงินของประเทศ ถูกผิดอย่างไรแล้วแต่ท่านจะคิด

ผมไม่ขอแสดงความเห็นในที่นี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ ในขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าร้อยละ 5 ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ซึ่งถือว่าเป็นการแข็งค่าขึ้นสูงกว่าค่าเงินของประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ เช่น มาเลเซีย ซึ่งเงินริงกิตแข็งค่าขึ้นเพียงร้อยละ 2 ในช่วงเวลาเดียวกัน และถ้าจะถกเถียงเอาแพ้เอาชนะกันคงไม่มีวันจบ เพราะการแข็งค่าของเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว และการที่เงินบาทแข็งค่าถึงจะกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก แต่ก็ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนซึ่งเดือดร้อนเพราะน้ำมันราคาแพง

ลองคิดดูเล่นๆ นะครับว่า ถ้ามีการลดอัตราดอกเบี้ยลง แล้วทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ราคาน้ำมันที่นำเข้าหรือถึงไม่นำเข้าแต่คิดราคาเป็นเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นไปอีก คนที่เพิ่งซื้อรถคันแรกไปจะต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด ไม่นับค่าอะไหล่ ค่าน้ำมันเครื่องที่จะปรับตัวขึ้นตาม ส่วนเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนเพราะขายยาง ขายน้ำมันปาล์ม ขายอ้อย ขายข้าวไม่ได้ราคา ก็ไม่แน่ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะการส่งออกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายกำลังปรับตัวลดลงตามเศรษฐกิจโลก และตลาดกำลังเป็นตลาดของผู้ซื้อไม่ใช่ตลาดของผู้ขาย อาจเดือดร้อนเพิ่มขึ้นถ้าสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้นตามราคาน้ำมัน

ส่วนผู้ที่เห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยลงก็แน่นอนย่อมยืนอยู่บนความเชื่อว่า ถ้าลดอัตราดอกเบี้ยแล้วจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง การส่งออกจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ลดลง แต่ผู้ส่งออกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะไหลลงมาที่ธุรกิจขนาดเล็กและบรรดาเกษตรกร

ที่แน่ๆ คือ ถ้าลดอัตราดอกเบี้ยลง ผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือบรรดาผู้ที่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้ โดยเฉพาะรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กู้รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งสามารถกู้เงินได้โดยตรงจากสาธารณชน โดยการออกพันธบัตร ส่วนผู้กู้ทั่วไปก็ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันการเงินจะยอมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

และที่แน่ๆ อีกเหมือนกัน คือ ผู้ที่มีเงินออมโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องใช้รายได้จากดอกเบี้ยเลี้ยงชีวิตหลังเกษียณจะต้องกระเบียดกระเสียรมากขึ้น ถ้ารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากลดลง อัตราการออมของประเทศซึ่งน้อยอยู่แล้วจะยิ่งลดลงทำให้ประเทศนี้ต้องพึ่งพาอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

ตรงนี้แหละครับ ถือเป็นประเด็นที่มีความยากในการตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ และทุกประเทศจะให้ธนาคารกลางมีอิสระในการดำเนินนโยบาย เพราะถ้าถามรัฐบาลคงอยากให้ลดดอกเบี้ยทุกรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีหนี้สินมากๆ ซึ่งนอกจากจะอยากให้เศรษฐกิจเติบโตแล้ว ยังต้องการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้เหมือนผู้กู้ทั่วๆ ไป

แต่อีกแหละครับ ถ้าพูดอย่างนี้หลายคนจะบอกว่า ถ้าปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของธนาคารกลางโดยลำพัง ธนาคารกลางย่อมดำเนินนโยบายแบบปลอดภัยไว้ก่อน โดยยึดความมั่นคงเป็นหลัก เพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในขณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบในความเป็นไปของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม

ประเด็นทั้งหมดที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ถ้าดูเหมือนเป็นปัญหาในระบบการบริหารเศรษฐกิจก็ย่อมได้ อาจเป็นประเด็นที่นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางไม่รู้จบ แต่มองอีกอย่างคือ นี่คือการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแบบมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยให้รัฐบาลดูแลนโยบายการคลัง และธนาคารกลางดูแลนโยบายการเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน ดีกว่าการเจริญเติบโตแบบหัวโต ขาลีบ

เพราะฉะนั้นความคิดเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศที่เจริญแล้ว และวิธีประสานนโยบายที่ดีที่สุดถือเป็นการปรึกษาหารือและเคารพความเห็นซึ่งกันและกันเป็นการภายใน และร่วมกันนำนโยบายเศรษฐกิจที่ได้รับการพิจารณาร่วมกันเสนอต่อสาธารณชน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบการบริหารเศรษฐกิจทั้งด้านการคลังและการเงินของประเทศมากกว่าการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกสู่สาธารณชน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แก่การบริหารเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจระดับสูงของประเทศในภาพรวม

ก็ว่ากันไปครับ แต่การที่รัฐมนตรีคลังออกมากล่าวเช่นว่า อาจเป็นวิธีประสานนโยบายแบบไทยๆ ก็ได้ เพราะเห็นว่าการประสานนโยบายแบบสากลเป็นการภายในไม่ทำให้เกิดนโยบายร่วมตามที่ต้องการ เพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเอาแต่ตื๊อ (นี่ก็ศัพท์ไทยๆ เหมือนกัน) เราเป็นประชาชนก็ได้แต่คอยเฝ้าดูต่อไปว่า สุดท้ายจะมีหรือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีคลังก็ไม่ได้ปิดบังเจตนาที่ต้องการจะเปลี่ยนถ้าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่รับตำแหน่งใหญ่ๆ แล้ว

ความจริง ถ้ารัฐมนตรีคลังต้องการเปลี่ยนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ยากเย็นอะไร เพราะตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการจะพ้นจากตำแหน่งได้ใน 5 กรณี คือ 1) ตาย 2) ลาออก 3) ขาดคุณสมบัติ ซึ่งทั้ง 3 กรณีนี้คงทำไม่ได้ เพราะผู้ว่าการคนปัจจุบันยังไม่ยอมตาย ยังไม่ลาออก และคงไม่ขาดคุณสมบัติ ก็เหลือที่จะทำได้อีก 2 กรณีคือ 4) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรี (คลัง) เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่ และ 5) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรี (คลัง) หรือการเสนอของรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ธปท. เพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดเจน

ถ้ารัฐมนตรีคลังอยากเปลี่ยนตัวผู้ว่าการก็พยายามตรวจสอบดูว่า ผู้ว่าการมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ บกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่ และหย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร

ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ว่าการเข้าข่ายที่ว่าจริง ย่อมปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย ถึง ธปท.จะเป็นองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นและมีขอบเขตอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายก็ตาม

แต่ถ้าผู้ว่าการไม่ได้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ได้ทำหน้าที่บกพร่อง และไม่ได้หย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ จะปลดไปทำไมครับ รออีกไม่นานผู้ว่าการท่านนี้ก็จะครบวาระค่อยไปเปลี่ยนตอนนั้นก็ได้ ถ้าอยากเปลี่ยนเพราะศรศิลป์ไม่กินกัน

ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบายคงต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าผู้ว่าการดำเนินนโยบายไม่ถูกต้องกับเงื่อนไขในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก็ถูกกดดันโดยสังคมเองแหละครับ สู้ปล่อยให้ทำงานโดยอิสระดีกว่าทำให้ผู้ว่าการไม่กล้าเสนอลดอัตราดอกเบี้ยเพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าลดอัตราดอกเบี้ยเพราะกลัวถูกรัฐมนตรีปลดเป็นไหนๆ จริงไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท