
ยุบสภาแค่คำขู่เกมปลุกสส.สู้-เอาใจแดง
สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากเทศกาลสงกรานต์เริ่มมีความเข้มข้นเป็นระยะที่อาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากเทศกาลสงกรานต์เริ่มมีความเข้มข้นเป็นระยะที่อาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดพรรคเพื่อไทยใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่
ยิ่งเมื่อมีสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการยุบสภาเข้ามาผสมโรงด้วย ยิ่งตอกย้ำว่าการเมืองอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่มีหลายฝ่ายการคาดการณ์
“ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ แก้ไขเป็นรายมาตราก็ทำไม่ได้ ทั้งที่เป็นอำนาจของรัฐสภา ดังนั้น รัฐสภาต้องแสดงความเข้มแข็งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การที่ศาลรับตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเกินหลักการ ใช้อำนาจตุลาการในการเข้ามาแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งที่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ หากจำเป็นจะต้องยุบสภาก็ต้องยุบ เพื่อให้ได้จำนวนเสียง สส.ของพรรคเพิ่มขึ้น” (พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 17 เม.ย.)
ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยเริ่มพูดถึงการยุบสภา หลังจากก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวหนักเกี่ยวกับการหานายกรัฐมนตรีใหม่แทน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
ถึงจะเป็นการพูดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นจริง ในทางกลับกันจะขออยู่ครบวาระ 4 ปีด้วยซ้ำแล้วค่อยประกาศเดินหน้าเลือกตั้งใหม่
สาเหตุที่การยุบสภาด้วยเหตุผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากมีปัจจัยอื่นเหนี่ยวรั้งการตัดสินใจอยู่ ปัจจัยที่ว่านั้นคือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม วงเงิน 2 ล้านล้านบาท กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังค้างอยู่ในขั้นตอนของสภา และคาดว่ากว่าจะผ่านวุฒิสภาได้น่าจะเป็นช่วงสมัยประชุมสามัญทั่วไป นอกจากนี้ ยังไม่นับเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อีก ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ กระทบร่าง พ.ร.บ.กู้เงินที่ต้องถูกลากยาวออกไปอีก
หมายความว่า ถ้าในอนาคตศาลมีคำวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบด้วยกฎหมายก่อนที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทผ่านรัฐสภา เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาฟรีๆ ไม่มีสินค้าไปแสดงเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลรอบสอง
ที่สำคัญการยุบสภาในช่วงที่รัฐบาลไม่มีของในมือส่งผลกระทบให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกตีกรอบจนเกิดความอึดอัดด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดข้อห้ามไว้ 4 ประการ ป้องกันไม่ให้รัฐบาลเอาเปรียบคู่แข่งระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ได้แก่ 1.ห้ามโยกย้ายข้าราชการ 2.ห้ามอนุมัติงบประมาณ เว้นแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบ 3.ห้ามอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันกับคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป และ 4.ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง
ในเมื่อจังหวะนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่งจากการยุบสภา ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจตามคำพูดของพี่ชายจริงๆ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่บ่งชี้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก
ดังนั้น คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงการกระตุ้น สส.พรรคเพื่อไทย และเสื้อแดง ไม่ให้เกิดความฝ่อมากกว่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สส.จำนวนไม่น้อยที่เกรงการถูกถอดถอนหากศาลรัฐธรรมนูญให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แต่ไม่กล้าแสดงออกเพราะไม่อยากขัดกับมติพรรค ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็รู้ปัญหาตรงนี้ถึงได้ส่งสัญญาณให้ สส.ในพรรคที่ล้วนเป็นนักเลือกตั้งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ ภายใต้การบอกเป็นนัยว่า “ถ้าทำไม่ได้ก็จะยุบสภา”
คำขู่จากนายใหญ่กลายเป็นที่มาของการประกาศร่วมกันระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย และ สว.บางส่วนที่ไม่ขอยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องมาตรา 68 เพื่อวินิจฉัยว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งสามประเด็นเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ พ่วงด้วยการดันให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาเป็นเรื่องด่วนรอรับการพิจารณาในสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปเดือน ส.ค.
บรรดานักเลือกตั้งในพรรคไม่ปรารถนาการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในช่วงที่ตัวเองยังไม่ได้เปรียบเต็มที่ ประกอบกับคะแนนนิยมในตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้พรั่งพรูเท่ากับจังหวะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นนายกฯ และเลือกตั้งใหม่กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยในปี 2548 ส่งผลให้การยุบสภาไม่ต่างอะไรกับการทิ้งชิ้นเนื้อในมือ
สรุปว่า แส้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฟาดลงบนหลังพรรคเพื่อไทยเพียงครั้งเดียว จึงเปี่ยมไปด้วยความคุ้มค่า ทั้งการปลุกขวัญ สส.ให้ลุกขึ้นมาสู้ และได้ใจมวลชนคนเสื้อแดง ให้ร่วมกันผลักดันให้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านโดยเร็ว







