
หุ้นหัวทิ่มสวนเงินทะลัก
โพสต์ทูเดย์
— ตลาดหุ้นหัวทิ่มแดงเถือกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 28 จุด ธปท.ยันเงินยังทะลักไทยตลาดหุ้นไทยตกหนักที่สุดในโลก รับผลกระทบรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ดัชนีหุ้นลดลงอย่างรุนแรงกว่า 31 จุด ก่อนปิดที่ระดับ 783.93 จุด แดงเถือก 28.70 จุด หรือ 3.53% ท่ามกลางการซื้อขายที่มากถึง 40,242 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,403 ล้านบาท
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า หวังว่าดัชนีหุ้นวันนี้คงจะปรับตัวลงไม่แรงมากนัก แต่ยังคงแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นขายหุ้นออกมาก่อน เพราะไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
“การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คงไม่ทำให้กองทุนต่างชาติลดน้ำหนักลงทุนในไทย เพราะเชื่อว่ารัฐบาลยังจัดการได้อยู่ แต่ที่ขายหุ้นออกเพราะใกล้หยุดยาว กลัวว่าเกิดอะไรขึ้นมาจะขายไม่ทัน” นางภัทธีรา กล่าวนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตที่ดี และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่าสหรัฐและยุโรป ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก จากข้อมูลที่ได้รับถึงวันที่ 7เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีเงินทุนก้อนใหม่มาจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรอย่างละครึ่ง
ดังนั้น ธปท.จึงต้องติดตามเงินทุนไหลเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากปัญหาการเมืองที่อาจจะรุนแรงขึ้น ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 32.25/27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“เงินก้อนใหม่ที่เข้ามาที่เข้ามากระทบค่าเงินบาทไม่มาก เพราะมีเงินทุนจากไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วยเช่นกัน จากมาตรการที่ธปท.ผ่อนผันให้นำเงินออกไปลงทุนในวงเงินที่มากขึ้น จากเดิมให้วงเงินรวมกัน 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งล่สุดวงเงินที่เปิดให้เหลืออีกเพียง 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้เงินเข้าออกมีความสมดุลมากขึ้น แต่เงินลงทุนใหม่สุทิที่ไหลที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันน่าจะน้อยกว่าที่ไหลเข้ามาในเดือนมี.ค.เดือนเดียว” นางสุชาดากล่าวนางสุชาดา กล่าวว่า เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทยและภูมิภาคเอเชีย 6 ประเทศในเดือน มี.ค.มีค่อนข้างมาก โดยไหลเข้าไทย 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.48 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงใกล้เคียงกับเงินทุนไหลเข้าทั้งปี 2552 ที่ผ่านมาที่ 1,428 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเงินทุนไหลเข้ามาทั้ง 6 ประเทศ ยังถือว่าเงินทุนไหลเข้าไทยไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับสัดส่วนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยถือว่ามาก คิดเป็นประมาณ 0.7% ของมูลค่าตลาด
ทั้งนี้ ในเดือนมี.ค.เงินทุนไหลเข้าทั้งภูมิภาค 6 ปรเทศมีประมาณ 12,625 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นไหลเข้าอินเดียมากที่สุด 4,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ใต้หวัน 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทย 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเชีย 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และฟิลิปปินส์ 44 ล้านเหรียญสหรัฐ
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ธปท.ยังต้องติดตามภาวะเงินทุนไหลเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์การผันผวนของค่าเงินบาท ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจจะรุนแรงขึ้น และตามการฟื้นตัวของประเทศในภูมิภาคสหรัฐ และยุโรป ที่อาจจะทำให้เกิดความผันผวนของค่าเงินบาท และกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทั้งกรณีที่จะไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและไหลออกอย่างรวดเร็ว
“
เท่าที่ดูเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาน่าจะเป็นเงินที่ไม่อยู่ไม่นานนัก พร้อมจะไหลออก หรือ ไหลเข้ามาเพิ่มได้ตลอดถ้าสถานการณ์เปลี่ยน เพราะถ้าเขาเห็นว่าเศรษฐกิจเราไม่ฟื้นตัวจริง หรือ สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้น เงินที่ไหลเข้าอยู่อาจะหยุดหรือ ไหลออกไปทันที เพราะเงินที่มาตอนนี้คาดหวังกำไร 2 ต่อทั้งนั้น ทั้งกำไรจากผลตอบแทนในตลาดหุ้นหรือตลาดพันธบัตรของไทย และยังมีกำไรอีกต่อจากค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นด้วย จึงอยากเตือนให้นักลงทุน ผู้ประกอกการซื้อป้องกันความเสี่ยงไว้ทั้งด้วย” นางสุชาดากล่าว
นักเงินบริหารเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 32.25/27 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 32.38/40 บาท/ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสข่าวทางการจีนเตรียมปรับค่าเงินหยวนในเร็วๆ นี้ ซึ่งส่งผลให้เงินหยวนปรับตัวแข็งค่ามากสุดด้วย ขณะที่ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อค่าเงินบาทยังไม่ชัดเจน
"ทั้งวันค่อนข้างนิ่ง เพิ่งจะมาขยับมากช่วงชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิดตลาด" นักบริหารเงิน กล่าว
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลหลักต่างประเทศ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 92.89/91 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับ 93.42/46 เยน/ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.3305/3310 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับ 1.3316/3318 ดอลลาร์/ยูโร
นักบริหารเงิน คาดว่า วันพรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.1032.40 บาท/ดอลลาร์







