
ใช้แค่พื้นที่รกร้าง แต่คือการปกป้องสิทธิ
การต่อสู้ของคณะตัวแทนประเทศไทย ในคดีที่กัมพูชาร้องต่อศาลยุติธรรม
การต่อสู้ของคณะตัวแทนประเทศไทย ในคดีที่กัมพูชาร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 จบลงแล้ว ไม่มีใครสงสัยการเตรียมพร้อมและทำหน้าที่ได้อย่างดีของคณะตัวแทนประเทศไทย แต่สิ่งที่ยังคลุมเครือสำหรับสังคมไทยคือ ศาลได้ตัดสินยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 ของกัมพูชา และกำหนดเส้นเขตแดนไทยกัมพูชา ในบริเวณเขาพระวิหารไปแล้วหรือไม่
จุดยืนของประเทศไทยคือ ศาลตัดสินให้เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แต่ไม่ตัดสินในประเด็นแผนที่และเส้นเขตแดน
นักวิชาการหลายคนมีมุมมองว่า ดินแดนรอบเขาพระวิหารจบไปแล้วตามคำพิพากษา เพราะแม้ว่าคำพิพากษาจะไม่ได้เป็นพื้นที่ดังกล่าวโดยตรง แต่เหตุผลสำคัญที่ศาลตัดสินให้พื้นที่ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ก็เพราะศาลได้วินิจฉัยและยอมรับว่าปราสาทอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ตามแผนที่ภาคผนวก 1
ถึงที่สุดแล้ว 51 ปี ที่ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร และ 5 ปี นับแต่กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก สังคมไทยของเราเข้าใจเรื่องนี้กันว่าอย่างไร!!!?...
สำหรับประเด็นแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นเขตแดน ซึ่งฝ่ายที่เห็นว่าศาลได้ยอมรับเส้นเขตแดนตามที่กัมพูชาอ้างแล้ว มักยกขึ้นมาเสมอๆ นั้น ศาลวินิจฉัยว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเฉพาะเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท” (คำพิพากษาหน้า 50)
แต่หากอ่านต่อโดยข้ามไปอีก 1 ย่อหน้า ในหน้าเดียวกันของคำพิพากษา ศาลวินิจฉัยว่า “ในประการสุดท้าย เมื่อพิจารณาถึงคำแถลงสรุปที่คู่ความได้ยื่นต่อศาลเมื่อตอนจบกระบวนการพิจารณาภาควาจา ศาลมีความเห็นดังที่ได้บ่งไว้ในตอนต้นของคำพิพากษานี้ ว่าคำแถลงสรุปคดีข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานะที่เป็นการแสดงเหตุผล และมิใช่ข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา”
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงไม่พิจารณาข้อเรียกร้องที่ 1 และ 2 ของกัมพูชา จึงต้องย้อนกลับไปดูว่า คำแถลงสรุปของคู่ความ (ไทยกัมพูชา) นั้น เป็นอย่างไร
คำแถลงสรุปคดีของฝ่ายกัมพูชา ระบุว่า “ในนามของรัฐบาลกัมพูชา...ขอประธานศาลได้โปรด
1.พิพากษาและชี้ขาดว่า แผนที่เขาดงรัก (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชา) นั้น ได้ถูกจัดทำและพิมพ์เผยแพร่ในนามของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมที่ตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาลงวันที่ 13 ก.พ. ค.ศ. 1904 และว่าแผนที่นี้แสดงรายละเอียดตรงตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว โดยเหตุผลจากความจริงข้อนี้ และด้วยความตกลงและการปฏิบัติต่อมาของภาคีในสัญญา แผนที่นี้จึงมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาอย่างหนึ่ง
2.พิพากษาและชี้ขาดว่า เส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยในเขตพิพาทกันในบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นเส้นเขตแดนที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา)
3.พิพากษาและชี้ขาดว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา
4.พิพากษาและชี้ขาดว่า ราชอาณาจักรไทยมีพันธกรณีที่จะต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณสิ่งหักพังของปราสาทพระวิหารภายในดินแดนกัมพูชาตั้งแต่ ค.ศ. 1954
5.พิพากษาและชี้ขาดว่า สิ่งปฏิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของอนุสาวรีย์ รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทย นับแต่ ค.ศ. 1954 นั้น รัฐบาลไทยจะต้องส่งคืนให้แก่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา” (หน้า 9)
ขณะที่คำแถลงสรุปของฝ่ายไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเรียกร้องข้อแรกของกัมพูชา หน้า 14 ข้อ 6 ) ระบุว่า “ถึงแม้จะถือว่าภาคผนวก 1 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสนธิสัญญา เส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันคู่กรณีเมื่อพิสูจน์ได้ (ดังที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วสำหรับบริเวณที่พิพาท) ว่า ได้อาศัยทำขึ้นโดยอาศัยการสำรวจภูมิประเทศโดยไม่แม่นยำเป็นมูลฐาน” และในส่วนของข้อเรียกร้องข้อที่ 2 ของกัมพูชา “1) ประเทศไทยร้องขอมิให้ศาลรับข้อเรียกร้องนี้ไว้พิจารณา เพราะเหตุว่า
การเรียกร้องดินแดนใน ‘บริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร’ เป็นการขยายข้อเรียกร้องเดิม ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้เสนอในคำร้องเริ่มคดี และในคำคู่ความเป็นลายลักษณ์อักษรโดยตลอด
ถ้อยคำในข้อเรียกร้องนั้นไม่ชัดเจน เป็นเหตุให้ศาลและรัฐบาลไทยมิอาจหยั่งรู้ว่าขอบเขตแห่งดินแดนที่ประเทศกัมพูชาเรียกร้องนั้นมีเพียงใด”
ดังนั้น การที่ศาลอ้างถึงคำแถลงสรุปของคู่ความที่ได้ยื่นต่อศาล และศาลวินิจฉัยคำฟ้องของกัมพูชาว่า... “ดังนั้นประเด็นข้อพิพาทที่เสนอต่อศาลจึงมีวงจำกัดอยู่ที่ความแตกต่างกันในความเห็นเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร” (คำพิพากษาหน้า 16) จึงอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมศาลจึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่ระบุประเด็นแผนที่และเส้นเขตแดนไว้ในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา
ทำให้ประเด็นพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (ซึ่งกัมพูชายื่นให้ศาลตีความว่าเป็นบริเวณใกล้เคียง หรือ Vicinity ปราสาทพระวิหารตามนัยของบทปฏิบัติการตามคำพิพากษาหรือไม่) ยืดเยื้อมาร่วมครึ่งศตวรรษ
การต่อสู้คดีตีความคำพิพากษา และความปรารถนาของคนไทยส่วนใหญ่ที่จะปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทย ไม่อาจมองว่าเป็นความคลั่งชาติ คำวินิจฉัยของศาลโลกระบุว่า
“...ส่วนก่อสร้างที่สำคัญของปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนยอดของพื้นที่สูงรูปสามเหลี่ยมซึ่งชะโงกออกไปเหนือที่ราบเบื้องล่าง จากขอบหน้าผาพื้นที่โดยทั่วไปเทต่ำลงทางด้านเหนือไปทางแม่น้ำมูลซึ่งอยู่ในเขตไทย
จากคำบรรยายข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าเส้นเขตแดนซึ่งเลาะตามขอบหน้าผา หรืออย่างน้อยที่แล่นไปทางทิศใต้และทิศตะวันออกของบริเวณปราสาท จะมีผลให้พื้นที่บริเวณนี้อยู่ในเขตไทย” (คำพิพากษาหน้า 17)
หากใครเคยไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหารย่อมประจักษ์ต่อสภาพภูมิประเทศดังกล่าวนี้ สนธิสัญญาปักปันเขตแดนสยามฝรั่งเศส ระบุว่า ให้ยึดถือสันปันน้ำของเขาดงรักเป็นเส้นเขตแดน แต่ฝ่ายฝรั่งเศสกลับลากเส้นเขตแดนในแผนที่ตามใจชอบ ทำให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่อีกประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร อยู่ในเขตกัมพูชา มิอาจกล่าวเป็นอื่นได้นอกจากว่า “ไทยถูกโกง”
ศาลโลกอาศัยหลักกฎหมายปิดปากที่ว่า “สยามไม่ได้มีความพยายามที่จะคัดค้านแผนที่เลย จึงเท่ากับเป็นการยินยอมโดยการนิ่งเฉย ดังภาษิตละตินที่ว่า ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม ถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้” สรุปว่าการที่ไทยนิ่งเฉยคือการยอมรับ (แผนที่ภาคผนวก 1) “เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท”
ธงชาติไทยบนเป้ยตาดีไม่เคยลงจากยอดเสา เพียงแต่ถอนเสาธงย้ายลงมาตามคำพิพากษาศาลโลก จอมพลประภาส จารุเสถียร รมว.มหาดไทยในขณะนั้น ซึ่งเดินทางไปควบคุมสั่งการการถอนกำลังตำรวจออกจากปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2505 ไม่ยอมให้ลดธงชาติไทยลงจากยอดเสา แต่ให้ยกทั้งเสาที่ธงยังสะบัดอยู่ เคลื่อนที่มาอย่างไม่ยอมเอนเอียงให้ผืนธงต่ำลง เพื่อนำมาประดิษฐานในดินแดนด้านของไทย
“วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจต้องนำธงนี้กลับมาประดิษฐานที่เดิมอีก” จอมพลประภาสกล่าวต่อกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนถอนกำลังพร้อมเสาธงไทยออกจากปราสาทพระวิหาร
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยื่นคำประท้วงต่อสหประชาชาติว่า รัฐบาลไทยไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่ตรงตามหลักสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 แต่ในฐานะสมาชิกก็ยินดีปฏิบัติตาม ทั้งนี้ได้ขอสงวนสิทธิ์เกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมี หรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา
แม้ทั้งสองจะเป็นเผด็จการทหาร แต่สำหรับเรื่องนี้ผมยอมรับนับถือใจนักเลงของทั้งสองท่าน แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้ แต่ใช่จะศิโรราบไม่ต่อสู้ หากมีหนทางใหม่ให้ต่อสู้
วันนี้เรามิได้ต่อสู้เพื่อเอาตัวปราสาทพระวิหารกลับคืนมา และความขัดแย้งทางทหารถึงขั้นปะทะกันด้วยอาวุธก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เราเคยเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกับกัมพูชา เพื่ออนาคตความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันแต่ก็ถูกปฏิเสธ วันนี้เพื่อนบ้านเรากำลังจะอ้างเหตุยึดดินแดนของเราอีก ดินแดนนี้อาจเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ได้มากนัก และใช่เพียงแค่อธิปไตย แต่เรากำลังต่อสู้เพื่อบอกว่า เราไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการละเมิดสิทธิของเรา และเรากำลังปกป้องสิทธิที่เรามีอยู่







