
การเมืองกลางฤดูร้อน
สงกรานต์ปีนี้ไม่ร้อนเท่าไรนัก เพราะมีฝนตกและฟ้าครึ้มอยู่ตลอด
สงกรานต์ปีนี้ไม่ร้อนเท่าไรนัก เพราะมีฝนตกและฟ้าครึ้มอยู่ตลอด แต่ที่ร้อนมากก็คือการเมืองทั้งในและนอกประเทศ โดยในประเทศรัฐสภา (ด้วยแรงผลักของรัฐบาล) ก็พยายาม “มั่วนิ่ม” ลากกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงต่อความหายนะหลายฉบับ เริ่มตั้งแต่วางกองฟืนด้วย พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แล้วเติมเชื้อไฟด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับจ่อไม้ขีดด้วย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ส่วนนอกประเทศก็เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ที่เคร่งเครียดกันจนแทบจะเป็นโรคประสาท
หน้าร้อนอย่างนี้คนไทยมีวิธีคลายร้อนหลายอย่าง ถ้าเป็นเรื่องอาหารการกินก็พยายามที่จะหาสำรับที่กินแล้วเย็นนอกเย็นใน ถ้าไฮโซหน่อยก็ต้องเป็นข้าวแช่ที่มีบริการในแทบทุกโรงแรมหรูๆ แต่ถ้าโลโซเอาแค่ปลาแห้งย่างฉีกฝอยคลุกน้ำตาลทรายกับหอมเจียวกรอบๆ โรยลงบนข้าวสวยนุ่มๆ กินกับแตงโมฉ่ำๆ ก็พอแล้ว ส่วนความร้อนเรื่องการเมือง ถ้าจะให้มันทุเลาเบาบางก็มีเพียงอย่างเดียวคืออย่าไปสนใจมากนัก หรือไม่ก็พยายามมองด้านดีๆ เช่น อีกไม่กี่ปีนักการเมืองเลวๆ น่าจะสูญพันธุ์ หรือฝันว่าสักวันสภาคงจะมีระเบียบเรียบร้อยมากกว่านี้
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยบอกว่าคนที่จะเป็นผู้นำในระดับรัฐบุรุษ (หรือรัฐสตรี) นั้นต้อง “เสพวิกฤตเป็นภักษาหาร” คือต้องเกิดมาเพื่อเผชิญและแก้ปัญหา ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ๆ แรงๆ อย่างที่เรียกว่าขั้นวิกฤตนั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผู้นำประเทศในระดับนี้ ดังนั้นคนที่อยู่ในฐานะดังกล่าวมักจะมีความสุขและสนุกไปกับการต่อสู้และเอาชนะปัญหาทั้งปวง เพราะเหตุนี้เราจึงไม่ต้องไปห่วงกังวลเกี่ยวกับการกระทำบางอย่างของพวกนักการเมืองที่ล้วนแต่อยากใหญ่อยากโต (และอยากดัง) ต่อสู้ดิ้นรนไปในวิกฤตต่างๆ หรือถ้าไม่มีอะไรวิกฤตก็ก่อความวุ่นวายขึ้นเพื่อให้เกิดวิกฤตอย่างที่เราๆ ท่านๆ เห็นอยู่ทั้งในและนอกสภาในเวลานี้
ผู้เขียนยังเชื่ออย่างค่อนข้างมั่นใจว่า บรรดา “ทุรกรรม” ที่เหล่านักการเมืองพยายามขับเคลื่อนอย่าง “กระเหี้ยนกระหือรือ” อยู่ในขณะนี้เป็นเพียงบทบาทสมมติที่เต็มไปด้วยจริตคือความเสแสร้ง หาใช่เป็นความประสงค์หรือเป้าหมายที่แท้จริงของคนเหล่านี้ไม่
ประการแรก เป้าหมายหลักที่แท้จริงของนักการเมืองคือ ต้องการ “มีอำนาจ” ยิ่งอำนาจที่ได้มาอย่างยากลำบากหรือต้องลงทุนสูงมากในกรณีการเมืองไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีคุณค่าหรือเป็นที่หวงแหนของคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจนี้ไว้ให้ยาวนานที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ยังไม่อยากเลือกตั้งใหม่ ไม่คิดแม้แต่ยุบสภา (ที่พี่ชายของนายกฯ ผู้กำลังหน้ามืดยุให้ทำ) และที่กลัวที่สุดก็คือการรัฐประหารที่ไม่รู้ว่าจะคืนอำนาจให้แก่นักการเมืองเหล่านี้เมื่อใด รวมทั้งองค์กรอิสระและศาลทางการเมืองทั้งหลายที่ยังควบคุมไม่ได้
ประการต่อมา ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่าหลายคนเมื่อเสพอำนาจเข้าไปก็จะมีอาการผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนพฤติกรรมไปไม่ช้าก็เร็ว (ส่วนใหญ่จะเร็วมากหรือแทบจะทันทีทันใดที่มีอำนาจ) นั่นคือ นักการเมืองแทบทุกคนแทบจะก้มกราบและเลียเท้าผู้ลงคะแนนทุกคนเพื่อขอเสียง แต่เมื่อได้เข้าไปอยู่ในสภาแล้วก็เหยียบหัวประชาชนเพื่อไปแสวงหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก เช่น วิ่งเต้นเป็นรัฐมนตรี แล้วลืมว่าเคยรับปากรับคำประชาชนเหล่านั้นไว้อย่างไร (ลองไปถามแกนนำคนเสื้อแดงอย่าง ฯพณฯ ณัฐวุฒิ กับ จตุพร ดูก็ได้ว่าแต่ละคนมีความรู้สึกอย่างไร และคนเสื้อแดงรู้สึกกับคนทั้งสองนี้แตกต่างกันอย่างไร) ดังนั้นสิ่งที่คนเหล่านี้แสดงออกมาจึงเชื่อถือไม่ได้
ประการสุดท้าย ใครที่ขายอำนาจของตนไปก็ย่อมที่จะต้องเป็นขี้ข้าของคนที่ซื้ออำนาจนั้นไป โดยที่อำนาจนั้นนักรัฐศาสตร์ได้ค้นพบมากว่า 300 ปี (จากแนวคิดของจอห์น ล็อค ที่มีระบุไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญแนวประชาธิปไตยทุกฉบับ) แล้วว่า อำนาจนั้นเป็นพลังที่มีอยู่ในตัวและติดตัวมนุษย์แต่ละคนไปตลอดชีวิต อำนาจของนักการเมืองนั้นเป็นเพียง “การมอบหมาย” หรือให้ยืม ที่เจ้าของอำนาจคือประชาชนแต่ละคนนั้นจะทวงคืนเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นนักการเมืองนั่นเองที่จะต้องเป็นขี้ข้าประชาชน เพราะเป็นลูกหนี้ในฐานะผู้ยืมอำนาจนั้นไป คนที่ขายอำนาจจึงเหมือนคนที่ขายชีวิต คนที่ซื้อไปจึงเอาชีวิตเราไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้ เหมือนอย่างที่เขาเอาไปออกกฎหมายอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกอยู่ในขณะนี้
เมื่อ 2-3 วันก่อน ผู้เขียนได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Dragon’s Heart ทางเคเบิลทีวี เป็นเรื่องเกี่ยวกับมังกรตัวหนึ่งที่แบ่งหัวใจคนละครึ่งกับกษัตริย์ โดยหวังว่ากษัตริย์จะเป็นผู้ปกครองที่ดี แต่เมื่อกษัตริย์นั้นกลายเป็นทรราช สุดท้ายมังกรก็ต้องยอมพลีชีพให้อัศวินที่นำชาวบ้านผู้เดือดร้อนมาล้มล้างกษัตริย์ฟันด้วยอาวุธเข้าที่หัวใจเพื่อให้กษัตริย์นั้นตายไปด้วย หลายคนที่ดูเรื่องนี้อาจจะนึกว่าเป็นหนังแฟนตาซีทั่วๆ ไป อาจจะประทับใจที่มังกรผู้เสียสละได้ไปเกิดเป็นดาว (เรียกว่ากลุ่มดาวมังกร คล้ายๆ เรื่องดาวลูกไก่ของเรา) หรือความผูกพันซึ้งๆ ระหว่างมนุษย์กับมังกร แต่ถ้ามองให้เป็นการเมืองก็มีแง่มุมทางการเมืองอยู่มาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอำนาจ
ส่วนแรกคือส่วนที่ชาวบ้านต่างพากันเกรงกลัวผู้ปกครอง หลายคนไม่คิดจะต่อสู้ เพราะไม่มีทางที่จะสู้ และเพราะขาดแคลนทั้งอาวุธและความเชี่ยวชาญ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้แม้จะไม่มีใครเห็นด้วย ต่อมาได้มีอัศวินนักล่ามังกรที่ละทิ้งอุดมการณ์ไปเนื่องจากต้องดิ้นรนหาเงินทองเลี้ยงชีวิต แต่ด้วยการกระตุ้นสำนึกจากทั้งมังกร (ที่คบคิดกันหลอกเอาเงินจากขุนนางเจ้าของที่ดินด้วยการแกล้งว่าถูกอัศวินฆ่าตาย) และจากหญิงสาว ที่บอกว่า “อะไรคือความเป็นอัศวิน” ที่สุดจึงเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน ฝึกอาวุธและยุทธวิธีการรบให้ ตรงนี้อาจจะให้สติแก่ผู้คนในบางสังคมว่าความเข้มแข็งและความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับผู้นำโดยแท้ และต้องเป็นผู้นำ “ที่ดี” ด้วย
อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่มังกรตัวเอกของเรื่องสารภาพในฉากสุดท้ายว่า ที่บ้านเมืองฉิบหายมาถึงขนาดนี้เป็นเพราะความเชื่อผิดๆ ของตนเพียงตัวเดียวโดยแท้ (ตอนต้นเรื่องกล่าวว่ามังกรตัวนี้กำลังจะตาย แต่ได้รับหัวใจมาจากพระบิดาของกษัตริย์หนุ่มที่ต่อมาเป็นทรราชด้วยการแบ่งให้คนละครึ่ง จึงต้องปกป้องกษัตริย์หนุ่มและทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไปด้วยในระยะแรก) เพราะคิดว่าหัวใจของคนดี (พระบิดาของกษัตริย์หนุ่ม) จะทำให้กษัตริย์หนุ่มนั้นเป็นคนดีไปด้วย เหมือนว่าได้มอบอำนาจและความเชื่อถือทั้งหมดให้กับคนเลวๆ จึงรู้สึกว่าเป็นคนเลวไปด้วย ตนจึงต้องรับผิดชอบที่จะยุติความเลวนั้นเสียด้วยการพลีชีพ จะได้หมดเวรหมดกรรมไปพร้อมๆ กัน
ครับ คนไทยทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจำนวนหนึ่งได้พลาดพลั้งไปเหมือนมังกรตัวนี้ คือได้มอบอำนาจให้กับนักการเมืองไป โดยคิดว่าเขาจะเป็นคนดี เช่น เชื่อว่ารวยแล้วไม่โกง แต่นักการเมืองกลุ่มนั้นกลับนำอำนาจที่ประชาชนให้ไปอาละวาดเอากับประชาชนจนย่ำแย่ แต่น่าเสียดายว่านักการเมืองเหล่านั้นไม่ได้มีสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือมีหิริโอตตัปปะเหมือนมังกรในเรื่องนี้ สังคมไทยจึงอาจจะต้องทุกขเวทนาไปอีกนาน จนกว่าจะหาอัศวินมาฆ่าทิ้งไป
ปิดท้ายด้วยเรื่องศาลฝรั่งสักเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับที่เรากำลังต่อสู้เรื่องปราสาทพระวิหารอยู่ในศาลโลก คืออาจารย์คึกฤทธิ์ท่านมีพี่ภรรยาคือ ม.ร.ว.ผ่องลักษณ์ ทองใหญ่ ไปแต่งงานอยู่กับชาวเดนมาร์ก และได้ทำงานจิตอาสาเป็นล่ามแปลในคดีความที่มีคนไทยไปต้องคดีขึ้นศาลที่นั่น ครั้งหนึ่งมีหญิงไทยไปขายบริการและต้องขึ้นศาล หลังจากที่หญิงไทยอธิบายความต่างๆ จบแล้ว คุณหญิงผ่องลักษณ์ก็แปลเป็นภาษาอังกฤษสรุปความว่า หญิงไทยคนนี้ประกอบอาชีพที่เรียกว่า “Intimate Massage” (น่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า “การนวดแบบแนบชิด”) ศาลก็พยายามขอทราบรายละเอียดว่ามันคืออะไร ซึ่งคุณหญิงก็ไม่อธิบายและบอกว่า “ศาลทะลึ่ง”
ครับ ศาลโลกคงจะไม่ทำอะไรทะลึ่งๆ เช่น ยกแผ่นดินไทยให้เขมรไปง่ายๆ หรอก







